นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
โตโยต้าแห้วเจอตีกลับไปยำใหญ่ทั้งระบบครม.ตีกลับ สั่ง 3 กระทรวงสุมหัวหาจุดร่วมก่อนนำเสนอใหม่เป็นมาตรการภาษีสำหรับรถยนต์ประหยัดพลังงานทั้งระบบ ขณะแนวโน้มราคาน้ำมันจ่อพุ่งอีกระลอก ...
โตโยต้าแห้วภาษีไฮบริดหลัง ครม.ตีกลับ สั่ง 3 กระทรวงสุมหัวหาจุดร่วมก่อนนำเสนอใหม่เป็นมาตรการภาษีสำหรับรถยนต์ประหยัดพลังงานทั้งระบบ ขณะแนวโน้มราคาน้ำมันจ่อพุ่งอีกระลอกหลังโลกเจอวิกฤติหิมะตกหนัก ดันน้ำมันดิบโลกพุ่ง 80 เหรียญฯต่อบาร์เรล
นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม.มอบ หมายให้กระทรวงการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงพลังงาน ไปหารือร่วมกันให้ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับมาตรการภาษีที่สนับสนุนรถยนต์ประหยัดพลังงานทั้งระบบ ได้แก่ รถยนต์ที่ใช้น้ำมันอี 85 รถยนต์ประหยัดพลังงาน (อีโคคาร์) และรถยนต์นั่งประหยัดพลังงานประเภทพลังงานผสมชนิดพลังงานเชื้อเพลิงและไฟฟ้า (ไฮบริด) โดยให้นำเสนอ ครม. ภายในเดือน ม.ค.นี้ ภายหลังจากที่กระทรวงการคลังพิจารณามาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการผลิตและการใช้รถยนต์นั่งไฮบริด แต่ นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.พลังงาน เสนอให้พิจารณาทั้งระบบพร้อมๆกัน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและไม่เกิดการลักลั่น ซึ่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ก็สนับสนุนแนวทางดังกล่าว จึงมอบให้ทั้ง 3 กระทรวงประชุมร่วมกันก่อนนำเข้า ครม.อีกครั้ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ข้อเสนอของกระทรวงการคลังที่นำเสนอต่อ ครม.ในครั้งนี้ ได้เสนอร่างประกาศกระทรวงการคลังเรื่องการลดอัตราอากรและยกเว้นอากรศุลกากรตามมาตรา 12 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 (ฉบับที่...) ซึ่งเป็นมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการผลิตและการใช้รถยนต์นั่งประหยัดพลังงานประเภทไฮบริดในประเทศ ตามที่บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ขอให้พิจารณา โดยเสนอโครงการประกอบและผลิตรถยนต์นั่งไฮบริดขนาดเครื่องยนต์ 2.4 ลิตร ใช้เงินลงทุนประมาณ 92 ล้านบาท เป้าหมายการผลิต 1,000 คันต่อเดือน โดยจำหน่ายภายในประเทศ 700 คัน และส่งออกไปประเทศแถบเอเชียและโอเชียเนีย 300 คันมีสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ 60% ที่เหลืออีก 40% เป็นการใช้ชิ้นส่วนนำเข้า ซึ่งส่วนใหญ่นำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่น
ทั้งนี้ เนื่องจากชิ้นส่วนอุปกรณ์ของรถยนต์ไฮบริดเป็นชิ้นส่วนที่ต้องใช้เทคโนโลยีในการผลิตค่อนข้างสูง ซึ่งผู้ประกอบการในประเทศยังไม่สามารถผลิตได้ บริษัทจึงขอให้กระทรวงการคลังพิจารณามาตรการทางด้านภาษีเพื่อให้การสนับสนุนการลงทุนการผลิตและการใช้รถยนต์นั่งไฮบริดในประเทศ โดยขอให้พิจารณายกเว้นอากรขาเข้าชิ้นส่วนยานยนต์ที่ต้องนำเข้ามาเพื่อประกอบ 21 รายการ ซึ่งกระทรวงการคลังพิจารณายกเว้นอากรขาเข้าชิ้นส่วนยานยนต์หลักๆให้ 6 รายการ สำหรับที่นำมาใช้ประกอบหรือผลิตรถยนต์นั่งขนาดความจุกระบอกสูบไม่เกิน 3,000 ซีซี เป็นการชั่วคราว 3 ปี ซึ่งจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ในส่วนของภาษีศุลกากรไปประมาณปีละ 166.39 ล้านบาท แต่ ผู้ประกอบการจะต้องปรับลดราคาจำหน่ายรถยนต์ ให้กับผู้บริโภคเป็นจำนวนเงินเท่ากับภาระภาษีอากรที่รัฐสนับสนุนประมาณ 23,814.15 บาทต่อคัน
นายมนูญ ศิริวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำมันเปิดเผยว่า ในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้านี้ มีแนวโน้มว่าราคาน้ำมันจะปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง เพราะเป็นช่วงฤดูหนาวในสหรัฐฯและสหภาพยุโรป รวมทั้งหลายประเทศในเอเชีย ส่งผลให้เกิดการใช้น้ำมันเพื่อทำความอบอุ่นในหลายพื้นที่ทั่วโลก ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่ส่งสัญญาณฟื้นตัว คาดว่าราคาน้ำมันจะมีโอกาสขยับไปอยู่ระดับ 85 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรลได้ในช่วงสั้นๆ แต่เมื่อพ้นฤดูหนาวแล้วหากเศรษฐกิจโลกส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างยั่งยืน ก็อาจมีผลให้ระดับราคาน้ำมันทะยานต่อได้.
วันเสาร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
วันอังคารที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
สภาฉายาแสบถ่อยเถื่อนถีบ
"นายกฯอภิสิทธิ์" ไม่สนคำครหา "เด็กดื้อ" ย้ำปีใหม่ถ้าเนรมิตได้ไม่อยากให้มีทุจริต ทั้งๆที่ รู้ว่ายาก ไม่เคยเตะสกัดโครงการพรรคร่วมรัฐบาล โยนสภาตัดสินเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถกเครียดแกนนำ ปชป. เผยปรับ ครม. แค่ "กอร์ปศักดิ์" คนเดียว ส่วนคนอื่นๆให้ไปว่ากันหลังอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล "เทือก" สรุป 3 เหตุ เงื่อนไขการเมืองแตกหัก สื่อมวลชนประจำรัฐสภาให้ฉายา "ประธานชัย" ตลกเฒ่าร้อยเล่ห์ ส่วนฉายาสภาผู้แทนราษฎร "ถ่อย-เถื่อน-ถีบ" ส่วน "เฉลิม" กลายเป็นดาวดับ "หมอชลน่าน" ดาวเด่น สภา "เจริญ คันธวงศ์" คนดีศรีสภาฯ ผบ.ทบ. ลั่นลืมไปได้เลยเรื่องปฏิวัติ ปีหน้าไม่มีเหตุนองเลือด
หลังจากที่หลายฝ่ายจับตาดูว่ารัฐบาลจะตัดสินใจปรับคณะรัฐมนตรีตามที่พรรคร่วมรัฐบาลเรียกร้องหรือไม่นั้น ซึ่งเรื่องนี้ล่าสุดนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้ออกมายืนยันว่าช่วงนี้จะปรับเฉพาะแค่ตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี
"มาร์ค" ถ้าเนรมิตได้ไม่ให้มีทุจริต
เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. เวลา 09.00 น. ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์ แห่งประเทศไทย ได้เผยแพร่รายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์" ซึ่งเทปบันทึกคำสัมภาษณ์นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับงานของรัฐบาลในช่วง รอบปีที่ผ่านมา โดยมีผู้ดำเนินรายการตัวแทนจากสถานีโทรทัศน์ทุกช่องเข้าร่วมสัมภาษณ์ที่ห้องทำงานนายกรัฐมนตรี ชั้น 2 ของตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์กล่าวตอบคำถามเกี่ยวกับความคืบหน้าของรัฐบาลในช่วง รอบปี ถึงผลงานด้านเศรษฐกิจ ความก้าวหน้าของโครงการต่างๆของรัฐบาล เนื่องจากเป็นรายการที่ออกอากาศวัน สุดท้ายของปี 2553 ส่วนการจัดการปัญหาการทุจริต นาย อภิสิทธิ์ตอบว่า ยอมรับว่าเมื่อมีข่าวการทุจริตย่อมกระทบความรู้สึกประชาชน เพราะมีความไม่ไว้วางใจนักการเมืองเป็นพื้นฐานอยู่ พอเกิดข่าวจึงคิดว่าต้องใช่ บางกรณีก็ยอมรับว่ามีความผิดปกติจริง หมายถึงว่า เนรมิตได้ ก็อยาก บอกว่าไม่อยากให้มี แต่ในความเป็นจริงก็รู้ว่ายาก แต่ ปีหน้าก็อยากให้มีข่าวแบบนี้น้อยกว่านี้ อย่างไรก็ตามเวลามีข่าวแล้ว ทั้งกรณีชุมชนพอเพียง กรณีกระทรวงสาธารณสุข หรือกรณีอื่น ยืนยันว่ารัฐบาลไม่นิ่งนอนใจ เมื่อมีข่าวก็รีบหาข้อเท็จจริง หาคนผิดมาลงโทษ
ย้ำปราบโกงต้องตรงไปตรงมา
เมื่อถามว่า ที่ว่ายากเพราะตรวจสอบไปไม่ถึง หรือ เพราะตรวจสอบแล้วเจอคนใกล้ชิด เจอพรรคร่วมรัฐบาล นายกรัฐมนตรีตอบว่า คำว่ายาก คือ กลไกของรัฐบาลทั้งหมด ทุกกระทรวง ทบวง กรม มันเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก ต้องยอมรับว่าการทุจริตคอรัปชันมีมานานในหลายองค์กร หรือในบางกระบวนการ เช่น การจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ หลาย วงการถือว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ทุกสังคม ทุกยุค ดังนั้น จะให้หมดไปยาก แต่ตนก็พยายามเต็มที่ เราอย่าไปยอมรับ ต้องสู้ และพยายามปลูกจิตสำนึกของทุกฝ่าย ข้าราชการ นักการเมือง ภาคธุรกิจ เมื่อถามอีก ว่า ภาพของรัฐบาลชุดนี้คือความสุจริต แต่ปัญหาของพรรค ร่วมรัฐบาลจะทำให้ความเด็ดขาดในการจัดการน้อยลง นายกรัฐมนตรีตอบว่า จะวิตกกังวลไม่ได้เด็ดขาด ต้องทำอย่างตรงไปตรงมา โดนทั้งสองทาง เพราะอีกทางหนึ่งก็มีคนเขียนต่อว่าเกือบทุกวันว่าทำไมชอบขัดแข้งขัดขา ซึ่งก็แล้วแต่จะมอง ตนทำงานกับเพื่อนร่วมงานโดยให้เกียรติ ซึ่งกันและกัน ได้ข้อมูลอะไรก็ช่วยกันตรวจสอบ ทำให้ ประชาชนไว้วางใจ พรรคร่วมอาจจะเป็นผู้ชี้ว่ารัฐบาลอยู่ หรือไม่อยู่ แต่ใหญ่กว่านั้นคือ ประชาชนจะเป็นคนชี้อนาคต ของพวกเราทุกพรรค
ไม่เคยสกัดโครงการพรรคอื่น
เมื่อถามว่า ต้องมีหลักการในการประสานประโยชน์ ระหว่างคนในพรรคเอง กับพรรคร่วมรัฐบาลอย่างไร นายกรัฐมนตรีตอบว่า ประโยชน์ที่สนใจคือ ความสำเร็จของนโยบาย กับงานที่จะต้องทำให้กับประชาชน ขอยกตัวอย่างตรงๆ เช่น ตอนที่คิดเรื่องโครงการประกันรายได้ ทุกคนบอกว่า เป็นความคิดที่ดี แต่หลายหน่วยงานบอกว่าไม่น่าจะทำได้ ทันฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าว เป็นเรื่องใหญ่มาก ต้องเปลี่ยนอะไรสารพัด ต้องไปขึ้นทะเบียนคนตั้งเกือบ 4 ล้านครอบครัว ระยะเวลาไม่กี่เดือนทำไมไม่นำร่องไปก่อน หรือบอกว่า ลองทำ 1-2 จังหวัดบ้าง หรือรอไปปีหน้า แต่เราบอกว่า ต้องทำเลย เพราะโครงการจำนำกำลังสร้างปัญหาค่อนข้างเยอะ แล้วเราจะเปิดเสรีอะไรต่างๆ วิธีคือมานั่งคุยกันแล้ว ตัดสินว่าอะไรดีที่สุดก็เดินตามนั้น หรือโครงการที่มีการ วิพากษ์วิจารณ์มีคนตั้งข้อสังเกต ข้อครหา ไม่ดูว่าคนนี้อยู่พรรคนี้ต้องเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย หรือคนนี้อยู่พรรคประชาธิปัตย์เราต้องเห็นด้วย ไม่ได้คิดอย่างนั้น
ไม่สนคำครหาเป็นเด็กดื้อ
เมื่อถามว่า บางกรณีก็บอกว่าท่านยึดความคิดตัวเอง เชื่อความคิดตัวเองมากกว่าคำแนะนำจากผู้ใหญ่หรือคนแนะนำ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ความรับผิดชอบอยู่ที่ตน ตนก็พยายามใช้ดุลพินิจ แต่ก็เป็นคนฟังทุกคน พยายามที่จะเข้าใจเหตุผลของคนที่เสนอมา แต่บางเรื่องมันใช่ เราก็ทำ พอทำก็บอกว่าไม่เป็นตัวของตัวเอง ส่วนบางทีเขาให้มา เรารู้สึกว่ามีข้อมูลหักล้างได้ เราก็ไม่ทำตาม ก็มีคนว่าเด็กดื้อ "ก็ธรรมดา เดี๋ยวก็เด็กดื้อ เดี๋ยวก็ไม่เป็นตัวของตัวเอง คือแล้วแต่จะมอง แต่ผมสบายใจ ไม่ได้คิดว่าเรื่องนี้อยากจะดื้อ เพราะอยากดื้อ หรือเรื่องนี้อยากทำตามเพราะเกรงใจผู้ใหญ่ ผมไม่ทำอย่างนั้น ผมถือว่าที่สุดเวลาเราตัดสินใจแล้ว เราคือผู้รับผิดชอบ"
ไทยพยายามเลี่ยงหนีการขนอาวุธ
เมื่อถามถึงความคืบหน้าเรื่องการขนอาวุธ ที่วิจารณ์ ว่าอาจจะเป็นการชักศึกเข้าบ้าน นายอภิสิทธิ์ตอบว่า แนวทางที่ทำไม่ใช่เป็นการชักศึกเข้าบ้าน เราไม่ไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งใดๆ แต่ทำตามมติสหประชาชาติ และต้องมองมุมกลับด้วยว่า ถ้าเราได้รับการข่าวชัดเจน แล้วไม่ ตรวจสอบ ปล่อยผ่านไป ผู้ขนอาวุธก็จะมองว่าไทยกลายเป็นสวรรค์ของการขนของผิดกฎหมายผ่านแดน ตนว่านั่นคือการชักศึกเข้าบ้านเหมือนกัน เมื่อข้อมูลชัดเจน เราก็เดินตามกติกาสากล แต่ไม่เคยไปยุ่งวุ่นวายอะไร รัฐบาลไม่พูดเลยว่าอาวุธเป็นของใคร กำลังจะไปทำอะไร เพียงแต่บอกว่าผิดมติสหประชาชาติ เรายึดแล้วแจ้งสหประชาชาติ เมื่อถามว่า ขณะที่เขาขอลงจอดเติมน้ำมัน หากค่อนข้างสุ่มเสี่ยง ทำไมไม่ตัดสินใจไม่อนุญาตเลยเพื่อไม่ต้องเกิดปัญหา นายอภิสิทธิ์ตอบว่า เข้าใจว่ามันมีลูกเล่นทางเทคนิคนิดหน่อย ก็คือพยายาม แนวทางเราจะซักซ้อมอย่างนั้นอยู่แล้ว แต่ปรากฏว่าเขาอ้างว่ามันมีเหตุขัดข้องที่เขาต้องลง
เย้ย "ฮุน เซน" ก็เพิ่มคนไม่ชอบอีกคน
เมื่อถามต่อว่า ในกรณีกัมพูชา มีวิธีบริหารหรือยังที่จะไม่ให้นายกฯกัมพูชามาแขวะ นายอภิสิทธิ์ตอบว่าคงบริหารการพูดของนายกฯกัมพูชาไม่ได้ แต่ว่าท่านก็พูดไป ตนไม่เอามาเป็นเรื่อง ที่จะให้กระทบกับสิ่งที่เราต้องการจะทำ ในแง่ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับประชาชน เมื่อถามว่าเบื่อหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า "ก็ธรรมดา มีคนที่วิพากษ์วิจารณ์ผมทุกวันอยู่แล้ว ก็เพิ่มมาอีก 1 คน"
เมื่อถามต่อว่า ปีหน้าเราจะมีเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญหรือไม่ นายกรัฐมนตรีตอบว่า ถ้ากัมพูชาไม่ละเมิดระบบศาลของไทย และทบทวนสิ่งที่ทำให้เป็นปัญหา ก็ไม่มีปัญหาเลย เพราะทุกอย่างทำให้เป็นปกติที่สุด ตอนแรกคนกลัวว่าจะสู้รบกัน หรือกลัวว่าจะปิดพรมแดน แต่ผ่านมากี่เดือนแล้ว ตอนนี้มูลค่าการค้าทุกอย่างเหมือนเดิมหมด เว้นเรื่องเดียวที่ขอไว้ คือคนไทยที่เดินทางไปเล่นการพนัน ขอให้เข้มงวดกวดขันกันมากขึ้นเท่านั้นเอง
มีหน้าที่รักษาผลประโยชน์ชาติ
เมื่อถามว่า ใช้หลักเกณฑ์ใดจัดลำดับความสัมพันธ์ กับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะกัมพูชาที่เดือน ก.พ. ปีหน้า จะต้องส่งเรื่องแผนการใช้พื้นที่นอกปราสาทพระวิหาร นายกรัฐมนตรีตอบว่า สิ่งนี้อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้นำกัมพูชาอาจจะไม่พอใจ เข้าใจว่าเคยมีสัมภาษณ์ บ้าง แต่ตนมีหน้าที่ต้องรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทย เราไม่ได้คัดค้านว่ากัมพูชาจะอ้างสิทธิ์ในตัวปราสาท เพราะเราเคารพคำตัดสินของศาลโลก แม้ว่าเราจะสงวนสิทธิ์หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่การที่กัมพูชาไปยื่นแผนการบริหารจัดการพื้นที่ ก้าวล่วงเข้ามาในที่ที่เราถือว่าเป็นของ เรา ตนจะอยู่เฉยไม่ได้ ต้องมีหน้าที่ในการปกป้องสิทธิ์ของเรา เราไปดำเนินงานในกรอบของกรรมการมรดกโลกก็ว่ากันไป
รักษาสัมพันธ์พร้อมป้องศักดิ์ศรี
"ทีนี้เกิดจะมาเรียกร้องว่าสัมพันธ์กับกัมพูชาต้องดี แล้วจะบอกให้ตนปล่อยไป คนไทยยอมรับหรือถ้าอยากดีกับเขา ก็เอา ที่ตรงนี้เคยบอกว่าเป็นที่ของเรา เขาบอกว่าเป็นของเขา วันนี้เขาก็มีสิทธิบริหาร จะยอมหรือเปล่า ถ้าเรายอม แล้วเขาบอกว่าดี เขาพอใจ แต่ถามว่ามันถูกหรือเปล่า เพราะฉะนั้นผมก็บอกว่า ไม่มีปัญหาเลย ทุกอย่างทำให้เป็นปกติที่สุด ถามว่าอยากให้ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาดีกว่านี้ไหม อยาก แต่ถามว่าถ้าความอยากที่จะให้ความสัมพันธ์ดีนี้หมายความว่าศักดิ์ศรีประเทศไม่ต้องปกป้อง อธิปไตยของประเทศไม่ต้องปกป้อง แล้วต่อไปก็จะเป็นแบบอย่างว่าใครก็มาวิพากษ์วิจารณ์ละเมิดศาลของเราได้นี้ ผมว่ามันไม่ใช่ เราบอกว่าความถูกต้องคือยืนยันสิ่งที่เห็นว่ามันเป็นข้อเท็จจริง มันเป็นความถูกต้อง เราต้องยอมรับว่าความสัมพันธ์อาจจะไม่ราบรื่น เหมือนกับถ้าหากว่าเราไปยอมทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ขณะเดียวกันก็บริหารไม่ให้ความสัมพันธ์ที่มันกระทบกระทั่งกันนี้ ลุกลามไปให้คนเดือดร้อน" นายกรัฐมนตรีกล่าว
เสียใจมีคนคอยเติมเชื้อขัดแย้ง
เมื่อถามต่อว่า มีคนวิจารณ์นโยบายว่าโอเว่อร์ รีแอค เหมือนกับตึงมากเกินไปหรือไม่ นายกรัฐมนตรีตอบว่าเบามาก ดีกว่าทำให้กระเทือนการค้า ดีกว่าเกิดการสู้รบ แล้วถ้าจะให้บอกว่า จะให้ทำอะไร บอกว่าไม่เห็นด้วยกับที่เขาพูด แล้วอย่างไร แล้วจะให้เขาวิพากษ์วิจารณ์ ประเทศเรา ศาลเราไปเรื่อยๆมันก็คงไม่ได้ เมื่อถามต่อว่า แล้วมีแนวทางอย่างไรที่จะคุยกันดีๆ ไม่ต้องใช้วิธีแขวะกันไปแขวะกันมา นายกรัฐมนตรีตอบว่า เราไม่ได้แขวะอยู่แล้ว จริงๆเราไม่ได้มีอะไร บังเอิญน่าเสียใจว่ามันมีคนไทยที่ไปช่วยเติมให้เขา ใช่หรือไม่ เพิ่มเงื่อนไขอยู่เรื่อย เพราะรัฐบาลไม่ได้ทำอะไร รัฐบาลก็จบแล้ว เพราะถือว่าเรื่องทูตบอกกับกัมพูชาชัด ถ้าทบทวนสิ่งที่เป็นที่มาของเรื่องนี้ เราก็มาทบทวนเรื่องนี้เช่นเดียวกัน เรื่องเอ็มโอยู ที่กำลังพิจารณากันว่าจะไปยกเลิก ชะลออะไร ก็ต้องดูตามข้อเท็จจริงว่ามันมีผลประโยชน์ขัดกันที่เกิดขึ้น เรื่องอื่นเราไม่ได้ทำ ขอพูดสั้นๆว่า ประเทศไทยไม่มีนโยบายที่จะไปรุกรานประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็นในลักษณะ ของการไปละเมิดในเรื่องของดินแดน หรือไม่ไปยุ่งวุ่นวายกับการเมืองภายในประเทศของใคร
ระบุฝ่ายค้านไม่รับเงื่อนไขเอง
เมื่อถามแนวทางการแก้ไขปัญหาความแตกแยกให้คนไทยเกิดความสมานฉันท์ นายกรัฐมนตรีตอบว่า ก็พยายามอย่างที่สุด และไม่อยากสร้างเงื่อนไขความขัดแย้ง และพยายามหาคำตอบให้กับบ้านเมือง แต่คำตอบก็ไม่ตรงกันโดยมีพื้นฐานบางเรื่อง เช่นจุดยืนเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ยื่นมือไปว่าก็มาตกลงกันว่าจะแก้อะไร จึงสรุปออกมาได้ 6 ประเด็น แต่แล้วก็บอกว่าไม่เอาแล้ว หรือจะมาเอารัฐธรรมนูญปี 40 ซึ่งเมื่อต้นปี 2549 ทุกพรรคก็เคยออกมาพูดตรงกันว่าฉบับปี 40 ต้องแก้ไขในบางประเด็น เพราะเห็นว่าเมื่อใช้ไปแล้วเกิดปัญหา จากนั้นก็บอกว่าให้ยุบสภา ตนก็ไม่ปฏิเสธ โดยบอกว่ายุบได้แต่ต้องเน้นการแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจ คือต้องช่วยกันดูเรื่องเศรษฐกิจให้เข้มแข็งก่อน แล้วเรื่องเลือกตั้งก็ต้องมีกติกา หากเลือกตั้งแล้วพรรคการเมืองถูกยุบอีก ก็มีปัญหาอีก จะเอาอย่างนั้นหรือ ดังนั้นการเลือกตั้งสู่ความสมานฉันท์ก็ต้องมีความสงบเรียบร้อยของทุกฝ่าย โดยแสดงเจตนาให้ชัดเจนว่า หยุดเคลื่อนไหว ไม่มีการต่อต้านการเดินทางของคนที่จะไปทำหน้าที่ แต่ตอนนี้ก็ไม่รับเงื่อนไขนี้อีก สรุปคือ ถ้าไม่รับเรื่อยๆนั้น มันคืออะไรกันแน่ เรื่องรัฐธรรมนูญก็ไม่ใช่ เรื่องเลือกตั้งให้เป็นประชาธิปไตยก็ไม่แน่อีก หรืออาจจะต้องกลับไปเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัว แต่ไม่ว่าจะแนวทางใด หากเป็นไปเพื่อบ้านเมืองตนก็ยินดีทำ
กังวลคดียุบพรรค ปชป.
เมื่อถามว่า กังวลกับเรื่องการพิจารณายุบพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ธรรมดา มีคดีอยู่ในศาล ใน ป.ป.ช. หรือใน กกต. จะให้บอกว่าไม่สนใจคงไม่ได้ แต่ตอนนี้หลายคดี เพิ่งชี้แจง กกต. 2 คดี และในป.ป.ช.อีกก็เยอะ คนให้แหวนก็โดนร้อง เราก็ชี้แจงไป อย่างไรก็ตาม เรื่องการพิจารณายุบพรรคนั้นที่มีการวิจารณ์ว่ายื้อเวลานั้นเป็นเรื่องของ กกต. ซึ่งมีอิสระอย่างเต็มที่ในเรื่องนี้ ตนไม่เคยไปยุ่งกับกระบวนการต่างๆใน กกต. ทั้งหมดอยู่ที่ กกต.จะตัดสินว่าผิดหรือถูก เมื่อถามว่า ในหลายสถานการณ์เช่นนี้รัฐบาลจะให้ความมั่นใจกับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในปีหน้าอย่างไร นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ท่ามกลางความวุ่นวายในปี 2552 แต่รัฐบาลไม่เสียสมาธิในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ กฎหมายที่ต้องผ่านให้เศรษฐกิจเดินได้ ก็ทำได้ตามเป้า นโยบายเรื่องปากท้องก็เดินได้
เสื้อแดงโห่ไล่ "อภิสิทธิ์"
เมื่อเวลา 07.00 น. ที่บริเวณสี่แยกคลองตัน นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เดินทางไปร่วมพิธีทำบุญตักบาตรอาหารแห้งพระสงฆ์จำนวน 59 รูป และร่วมทำบุญเนื่องในเทศกาลขึ้นปีใหม่ 2553 ร่วมกับพ่อค้าประชาชนในพื้นที่ย่านคลองตัน ซึ่งนายอภิสิทธิ์มาร่วมเป็นประจำทุกปี อย่างไรก็ตาม ในการเดินทางมาทำบุญครั้งนี้มีกลุ่มคนเสื้อแดงเกือบ 100 คน ใช้ชื่อว่ากลุ่มวัฒนา 52 สวมเสื้อแดงพร้อมตีนตบปักหลักอยู่ที่ถนนฝั่งตรงข้ามพื้นที่การจัดงานตั้งแต่เวลา 05.30 น. เพื่อขับไล่นายกรัฐมนตรี โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจลาจล (ปจ.) 1 กองร้อย เจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สน.คลองตัน และหน่วย อปพร. พร้อมแผงเหล็กยืนแถวสกัดไม่ให้มีการข้ามมายังบริเวณพื้นที่การจัดงาน ทั้งนี้เมื่อนายกรัฐมนตรีเดินทางมาถึงทางกลุ่มเสื้อแดงก็ได้ตะโกนสาปแช่ง ชูป้าย และโห่ไล่ตลอดเวลา นายกรัฐมนตรีไม่ได้แสดงอาการตกใจแต่อย่างไรยังคงปฏิบัติภารกิจอย่างต่อเนื่อง ทั้งการใส่บาตรอาหารแห้ง และทำบุญ รับน้ำมนต์ รวมทั้งเดินทักทายประชาชนที่มาร่วมงาน โดยมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย สันติบาลและหน่วยอรินทราชกระจายกำลังดูแลความปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ขณะที่นายกรัฐมนตรีเดินทักทายประชาชนนั้น ทางกลุ่มคนเสื้อแดงก็เดินตามตะโกนขับไล่ สร้างความไม่พอใจให้กับผู้สนับสนุนและผู้ร่วมงานที่สวมใส่สีชมพู ซึ่งได้พร้อมใจกันส่งเสียงเชียร์และปรบมือให้กำลังใจ บางคนก็ตะโกนด่ากลับบ้าง แต่ไร้เหตุความรุนแรงหรือการปะทะ ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีใช้เวลาร่วมงาน 1 ชั่วโมง จากนั้นจึงเดินทางกลับบ้านซอยสุขุมวิท 31
ปชป.ลั่นพร้อมแก้ รธน. 2 ประเด็น
วันเดียวกัน ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่พรรคร่วมได้มีการพูดคุยกันเพื่อจะมีการแก้ใน 2 ประเด็นว่า แต่เดิมพรรคประชาธิปัตย์สนับสนุนคณะกรรมการสมานฉันท์ที่เสนอแก้ใน 6 ประเด็น แต่พรรคมีเงื่อนไขต้องทำประชามติ ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคร่วมในมาตรา 190 และการแบ่งเขตมาเป็นเขตเดียวเบอร์เดียว ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ยังไม่ได้พูดคุยกัน ซึ่งหากมีการแก้ 2 ประเด็น และกลับไปสู่การทำประชามติ คิดว่า ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีใครขัดข้อง แต่ทั้งนี้ก็อยากให้ฝ่ายค้านเข้ามามีส่วนร่วมเพราะมิเช่นนั้นจะเกิดข้อครหา และไม่เป็นหลักการประชาธิปไตย
"เทพไท" น้อมรับคำวิจารณ์นาย
นายเทพไทกล่าวถึงกรณีการสัมมนาที่ ม.ธรรมศาสตร์ ที่พูดถึงผู้นำประเทศไร้ความเด็ดขาดประคองตัวไปวันๆว่า ท่ามกลางเงื่อนไขทางการเมือง ถือว่านายอภิสิทธิ์เวชชาชีวะ นายกฯทำหน้าที่ดีที่สุดแล้ว คนที่วิจารณ์อาจจะไม่ทราบเงื่อนไขและข้อจำกัดว่ามีอย่างไร หากเปรียบเทียบกับผู้นำที่มาจากรัฐบาลพรรคเดียวกับผู้นำที่มาจากพรรคร่วมรัฐบาล จะมีความแตกต่างกัน ซึ่งผู้นำที่มาจากพรรคเดียวสามารถทำงานได้มากกว่านี้ และสามารถรับผิดชอบการทำงานได้อย่างเต็มที่ แต่ผู้นำที่มาจากพรรคร่วมรัฐบาลต้องถ้อยทีถ้อยอาศัย และนำนโยบายจากหลายพรรคมารวมกัน เพื่อผลักดันให้เป็นนโยบายของพรรคร่วมรัฐบาล จึงอยากเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับนายกฯ และขอขอบคุณผู้ที่สนับสนุนและน้อมรับคำวิจารณ์ของคนเหล่านั้น
"อภิสิทธิ์" นัดแกนนำ ปชป.หารือ
เมื่อเวลา 11.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เดินทางไปที่บ้านพักนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรีและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่หมู่บ้านคฤหาสน์ทายาท เพื่อร่วมวงหารือกับประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ และกรรมการบริหารพรรค โดยนายกรัฐมนตรีใช้เวลาในการหารืออยู่ประมาณ 3 ชั่วโมง จึงได้เดินทางออกมาร่วมงานวันคล้ายวันเกิดนายกำพล วัชรพล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ ที่สำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ อย่างไรก็ตาม แม้ว่านายอภิสิทธิ์จะติดภารกิจออกมาก่อน แต่ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคและกรรมการบริหารพรรคยังหารือกันต่อจนถึงเวลาประมาณ 16.00 น.
ทั้งนี้ เวลา 15.00 น. นายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์ถึงการหารือกับประธานสภาที่ปรึกษาพรรคและกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ว่า การหารือครั้งนี้ได้นัดหมาย กับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯในฐานะเลขาธิการพรรค ว่าในช่วงสิ้นปีจะมีการประเมินภาพรวมการทำงานทั้งหมด โดยเฉพาะในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ฐานะที่เป็นแกนนำรัฐบาล และวิเคราะห์สถานการณ์รวมทั้งทิศทางที่จะเดินไปข้างหน้า ที่จะเกิดขึ้นในปี 2553 ได้ พูดคุยกันถึงภาพรวมทั้งหมดและเปิดโอกาสให้กรรมการบริหารพรรคได้แสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ โดยได้เชิญ ที่ปรึกษาพรรค อดีตหัวหน้าพรรค พูดคุยกันครอบคลุมทุกเรื่อง ได้ประเมินสถานการณ์ตามความเป็นจริง ยืนยันทิศทางการบริหารประเทศในหลายเรื่อง เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ดีและให้การทำงานได้ราบรื่น
แย้มปรับ ครม.แค่ "กอร์ปศักดิ์"
ผู้สื่อข่าวถามว่า เท่าที่พูดคุยมีงานในส่วนไหนต้องปรับปรุง นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ได้หารือกันถึงจุดอ่อนจุดแข็งของการทำงานที่ผ่านมา เรื่องการปรับ ครม.คิดว่ายังไม่มีในช่วงนี้ โอกาสที่จะมีการปรับ ครม.คงเป็นช่วงหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจมากกว่า ยกเว้นกรณีของนายกอร์ปศักดิ์ ต่อข้อถามว่า หารือถึงท่าทีของพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ได้หารือกันด้วย ไม่มี ปัญหาอะไร ขณะนี้มีเรื่องของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ที่ความคิดเห็นยังไม่ตรงกัน ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ เห็นว่าถ้าฝ่ายค้านไม่มาร่วมแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบที่จะแก้ไข 6 ประเด็นแล้ว การทำประชามติก็ยังไม่ควรทำ เพราะถ้าทำไปก็ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ แต่ถ้าพรรคร่วมรัฐบาลเห็นว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในบางประเด็นน่าจะสามารถดำเนินการได้ โดยที่ไม่เป็นประเด็นที่มีความอ่อนไหว ในแง่ของการทำให้เกิดความขัดแย้งในหมู่ประชาชน ให้เป็นเรื่องของสภาฯจะดำเนินการ
ให้สภาตัดสินเรื่องแก้ไข รธน.
เมื่อถามว่า กลายเป็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นวาระของพรรคชาติไทยพัฒนา ไม่ใช่วาระในการสร้างสมานฉันท์ด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบปฏิเสธว่า มันคนละเรื่องกัน เพราะเดิมที่พูดกันคือ ในกรอบสมานฉันท์ 6 ประเด็น เมื่อถามย้ำว่า หมายความว่าให้พรรคชาติไทยพัฒนาเป็นคนเสนอต่อสภาเองใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า เป็นเรื่องของสภา ไม่ใช่ เรื่องของรัฐบาลหรือเรื่องในนามพรรคร่วมรัฐบาล ผู้สื่อข่าวถามว่า นอกจากมาตรา 190 แล้วพรรคประชาธิปัตย์เห็นด้วยกับมาตราไหนอีก นายอภิสิทธิ์ตอบว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่มีเรื่องอื่น แต่เข้าใจว่าพรรคร่วมรัฐบาลอยากเปลี่ยนระบบเลือกตั้งเป็นเรื่องที่แต่ละพรรคเสนอไป และเป็นเรื่องที่สภาจะพิจารณา ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ได้พูดคุยกัน และเห็นว่าเขตใหญ่ยังดีกว่า แต่ถ้าเดินในกรอบสมานฉันท์ 6 ประเด็นแล้วประชาชนเห็นชอบก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
เชื่อแก้ 2 ประเด็นไม่มีคนต้าน
ต่อข้อถามว่า 2 ประเด็น ที่พรรคร่วมเสนอแก้ไข จำเป็นต้องทำประชามติด้วยหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ไม่ต้อง เพราะเป็นเรื่องของสภาฯไม่เกี่ยวกับรัฐบาล ต่อข้อถามที่ว่า จะกลายเป็นชนวนความขัดแย้ง หรือมีคนออกมาต่อต้านหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบว่าถ้าเป็น 2 ประเด็นนี้ ไม่น่ามีปัญหา เพราะประเด็นก่อนหน้านี้ ที่กังวลกัน คือการรับโทษที่เกิดขึ้นจากการซื้อเสียง เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ประเด็นมาตรา 265 และ 266 ที่คนมองว่าเป็นการแก้เพื่อเพิ่มอำนาจให้กับ ส.ส. แต่เรื่องมาตรา 190 เป็นเรื่องเทคนิคจริงๆ ส่วนเรื่องระบบเลือกตั้งนั้น เป็นความคิดเห็นที่หลากหลาย ต้องให้สภาฯตัดสิน และหากเป็นประเด็นที่ไม่มีความละเอียดอ่อน ก็น่าจะให้อิสระที่พรรคการเมืองจะเสนอได้ เมื่อถามต่อว่า หากพรรคร่วมเสนอเข้าสู่สภาฯ พรรคประชาธิปัตย์จะโหวตให้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า เป็นเรื่องของสภาฯ ก็คงจะเป็นอิสระ ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นห่วงหรือไม่ หากไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขประเด็นเขตเลือกตั้งแล้ว พรรคร่วมรัฐบาลจะไม่ยกมือ ในการลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายอภิสิทธิ์ตอบว่ายังไม่ไปถึงตรงนั้น เพียงแต่บอกว่ารัฐบาลไม่เป็นเจ้าภาพในการเสนอเรื่องนี้ แต่พรรคการเมืองย่อมมีสิทธิ์ที่จะเสนอได้ และประเด็นนี้ตนเห็นว่า เป็นมุมมองข้อดีข้อเสีย เขตใหญ่เขตเล็กในระบบเลือกตั้ง ซึ่งเป็นสากล เพราะระบบ เลือกตั้งหลากหลายมากในระบอบประชาธิปไตย ไม่ได้มีประเด็นละเอียดอ่อน ในเรื่องที่จะเป็นประโยชน์ของ ส.ส.
"เทือก" สรุป 3 เหตุเงื่อนไขแตกหัก
ต่อมาเวลา 17.00 น. นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวถึงผลการประชุมกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ว่าในที่ประชุมที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคเป็นประธาน ซึ่งเป็นการประชุมนัดพิเศษ โดยได้ประเมินสถานการณ์ บ้านเมืองในรอบปีที่ผ่านมา โดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและเลขาธิการพรรคระบุว่า ยังมีการเคลื่อนไหวที่สร้างเงื่อนไขในการนำไปสู่การ ชุมนุมและความขัดแย้งในช่วงต้นปีหน้า คือ 1. การเคลื่อนไหว ไม่ให้มีการยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยจะกดดันและคุกคามการทำงานของศาลอย่างต่อเนื่อง 2. การโยงคดียึดทรัพย์ของ พ.ต.ท.ทักษิณเข้ากับการทำงานของ กกต. ในการพิจารณาการยุบพรรคประชาธิปัตย์ โดยพรรคประเมิน ว่าฝ่ายที่เคลื่อนไหวในช่วงนี้เคยแทรกแซงการทำงานของ องค์กรอิสระในอดีต แต่วันนี้ทำได้ยากขึ้น จึงใช้วิธีคุกคาม และกดดันทุกรูปแบบต่อ กกต.โดยหวังผลสร้างเงื่อนไขว่า หาก กกต.มีคำวินิจฉัยไม่ตรงกับคำข่มขู่ของ นปช. พรรคเพื่อไทยและ พ.ต.ท.ทักษิณในเรื่องการยุบพรรคประชาธิปัตย์ โดยน่าจะมีการบิดเบือนว่าหากคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณมีความผิด คดียุบพรรคประชาธิปัตย์ต้องมีความผิดด้วย แต่เรื่องนี้จะนำมาเทียบกันไม่ได้ 3. พรรคเชื่อว่าน่าจะปลุกระดมต่อเนื่องโดยมีการบิดเบือนเพื่อสร้างความแตกแยก คือ เรื่องเอกสารของกระทรวงการต่างประเทศ โดยจะดำเนินการผ่านสื่อใต้ดิน ใบปลิว วิทยุชุมชน ดั่งเช่นที่เคยกระทำมาคือสร้างเรื่องเท็จให้เกิดความเกลียดชังและดึงมวลชนให้มาชุมนุมเหมือนเดือน เม.ย. 2552
สู้เพื่อ "ทักษิณ" พ้นคดี-คืนอำนาจ
นพ.บุรณัชย์กล่าวว่า พรรคมองว่าสามเรื่องนี้จะขับเคลื่อนมาในช่วงการอภิปรายไม่ไว้วางใจฯในช่วงต้นปีหน้า ที่หวังนำไปสู่การทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณพ้นผิดในคดีต่างๆ เปิดทางให้ พ.ต.ท.ทักษิณกลับสู่อำนาจ และ พ.ต.ท.ทักษิณได้รับสมบัติที่ได้มาโดยมิชอบกลับคืน สามเหตุผลนี้จึงทำให้การเมืองน่าเป็นห่วง เพราะวิธีการที่จะได้มานั้นมีการเตรียมการกดดันเพื่อให้รัฐบาลยุบสภาฯ และยังสร้างเงื่อนไขการเผชิญหน้าที่อาจนำไปสู่เหตุการณ์เดือน เม.ย. 2552 อีกครั้ง
เผยเสื้อแดงดิสเครดิตองค์กรอิสระ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคมีการวิเคราะห์และแสดงความเป็นห่วงกรณีที่พรรคเพื่อไทย และกลุ่มเสื้อแดง เตรียม 2 ยุทธศาสตร์สำคัญในการต่อสู้ คือ 1. จัดตั้งกระบวนการทำลายความเชื่อถือของสถาบันตุลาการและองค์กรอิสระ โดยจะตั้งศาลประชาชน เพื่อตัดสินการทำงานของกระบวนการยุติธรรมและองค์กรอิสระ โดยจะเน้นย้ำกระบวนการ 2 มาตรฐาน 2. เป็นห่วงที่ใช้ยุทธศาสตร์ให้อดีตนายทหาร จปร.ที่ใกล้ชิด กับ พ.ต.ท.ทักษิณออกมาเคลื่อนไหว เพื่อยืนยันความจงรักภักดีต่อสถาบัน และ 3. ใช้เงื่อนไขความไม่สงบภายในบ้านเมืองเพื่อให้เกิดการแตกหักให้ได้ แม้การกดดันให้ยุบสภา หรือการสร้างเงื่อนไขอื่นๆไม่สำเร็จ
ฉายาสภาผู้แทน "ถ่อยเถื่อนถีบ"
ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า ตามธรรมเนียมปฏิบัติ ของทุกปี ที่สื่อมวลชนประจำรัฐสภา ได้ร่วมกันระดมความเห็นในการตั้งฉายาผู้ที่ทำหน้าที่ในฝ่ายนิติบัญญัติ ทั้งสองสภาคือ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงบุคลิก และการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติ โดยในรอบปี 2552 สื่อมวลชนประจำรัฐสภาเล็งเห็นว่าผู้ที่ทำหน้าที่นี้มีความสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านการเมืองของประเทศ จึงอาศัยเทศกาลปีใหม่นี้ ตั้งฉายาให้ฝ่ายนิติบัญญัติ ตามผลงานที่ปรากฏออกมา ฉายาสภาผู้แทนราษฎร"ถ่อย-เถื่อน-ถีบ" ตลอดหนึ่งปี ภาพลักษณ์ของสภาผู้แทนราษฎรตกต่ำอีกครั้งเพราะเต็มไปด้วยความแตกแยกอย่างหนักระหว่างฝ่ายค้านกับรัฐบาล จนเกือบมีการใช้ความรุนแรง ทั้งการเปิดศึกหวิดวางมวยกลางสภากันหลายครั้ง หรือมีการโต้เถียง ท้าทายการนับองค์ประชุมกันดุเดือด ด่ากันด้วยถ้อยคำที่ไม่เหมาะสมและบางครั้งถึงขั้นหยาบคายหลายคู่ ซึ่งพบถี่มากขึ้นแทบทุกเดือน ทั้งนี้ พฤติกรรม ส.ส.ที่ก้าวร้าวมากขึ้นนอกจากไม่เป็นแบบอย่างที่ดีของสภาผู้ทรงเกียรติแล้ว ยังมีส่วนกระตุ้นให้สังคมแก้ปัญหาด้วยความรุนแรง โดยไม่ใช้หลักเหตุผล
ฉายาวุฒิสภา "ตะแกรงก้นรั่ว"
วุฒิสภาได้ขึ้นชื่อว่าเป็นสภาสูง ที่คอยตรวจสอบและกลั่นกรองการทำงานของสภาผู้แทนราษฎร ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหนเข้ามาบริหารประเทศก็ตาม แต่หลังจากเกิดการสวิงสับขั้วทางการเมือง ภาพการตรวจสอบของวุฒิสภากลับไม่เข้มข้นเหมือนรัฐบาลในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลางข้อครหาเรื่องการทุจริตคอรัปชันของรัฐบาล จนทำให้สังคมผิดหวังกับบทบาทการตรวจสอบของวุฒิสภา เสมือนว่าทุกอย่างหยุดนิ่ง เสมอตัว เหมือนความชั่วไม่มี ความดีไม่ปรากฏ ขณะเดียวกันภาพของวุฒิสภากลายเป็นองค์กรที่คอยตอบแทนบุญคุณกลุ่มคนที่อยู่เบื้องหลัง ไม่ว่าจะเป็น ส.ว.สรรหา หรือ ส.ว.เลือกตั้ง จนทำให้ พฤติกรรมของสภาสูง ไม่แตกต่างจากสภาผู้แทนราษฎร ที่ทำให้การประชุมต้องล่มซ้ำซาก เพราะเกิดความขัดแย้งระหว่าง ส.ว.สรรหา กับ ส.ว.เลือกตั้ง ขณะเดียวกันยังมีวิ่งเต้นล็อบบี้ให้วุฒิสภาผ่านกฎหมายสำคัญของรัฐบาล จนทำให้บทบาทการตรวจสอบเหมือนกับตะแกรง ในการแยกสิ่งดีไม่ดีออกจากกัน ไม่เป็นผลสำเร็จ จึงไม่ต่างจากตะแกรงก้นรั่วนั่นเอง
ฉายา "ชัย" ตลกเฒ่าร้อยเล่ห์
ท่ามกลางสภาวะการเมืองสองขั้ว ทำให้นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ต้องรับบทหนักในการทำหน้าที่ประธานควบคุมการประชุมสภาฯ ที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง รุนแรง วุ่นวาย ระหว่างฝ่ายค้านกับรัฐบาล ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา แต่ด้วยชั้นเชิงที่คร่ำหวอดในสภามานาน ทำให้นายชัยใช้บทร้อยเล่ห์ทั้งการประนีประนอม ใช้ทั้งไม้แข็งและไม้นวม กระทั่งใช้ความอาวุโสความเป็น "พ่อเฒ่า" หลอกล่อสมาชิกรุ่นลูก ไม่ว่าฝ่ายค้านหรือรัฐบาลจนหัวหมุน หลงประเด็น โดยเฉพาะการปล่อยมุกขำขันออกมากลบประเด็นจนช่วยผ่อนคลาย บรรยากาศตึงเครียดระหว่างการประชุม และประคองไม่ให้การประชุมล่มได้หลายครั้ง การทำหน้าที่ของนายชัยด้วยชั้นเชิงที่แพรวพราวดัง "ตลกเฒ่าร้อยเล่ห์" นี่เอง จึงทำให้ ส.ส.ฝ่ายค้านและรัฐบาลส่วนใหญ่ต่างยอมรับกับบทบาทการทำหน้าที่ของนายชัยในการทำหน้าที่ประธานการประชุม
"ประสพสุข" ประธานหลักเลื่อน
ด้วยต้นทุนทางสังคมที่มีอยู่เดิม และ ส.ว.ส่วนใหญ่ ให้ความไว้วางใจให้ทำหน้าที่เป็นเสาหลักของวุฒิสภา เพราะเคยเป็นถึงอดีตประธานศาลอุทธรณ์ ทุกฝ่ายต่างคาดหวังว่าการทำหน้าที่ประธานวุฒิสภาของนายประสพสุข บุญเดช จะสามารถเป็นเสาหลักให้กับสภาสูงได้ แต่บทบาทของประธานวุฒิสภาหลายครั้งได้สร้างความผิดหวังกับสังคม เช่น กรณีการเป็นตัวแทนของฝ่าย ส.ว. เข้าร่วมประชุมกับนายกรัฐมนตรี วิปรัฐบาล และวิปฝ่ายค้าน เพื่อหาทางออกปัญหาความขัดแย้งในสังคม กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อถูกทักท้วงจากสมาชิกบางส่วน ว่าไม่ได้รับมอบหมายให้เป็นตัวแทนของวุฒิสภา ทำให้ นายประสพสุขไม่กล้าตัดสินใจใช้อำนาจในฐานะประมุขของสภาสูง ในการทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม และบ่อยครั้งมักจะโอนเอนไปตามแรงกดดันของสังคมหรือเกมการเมือง ทำให้เกิดภาวะเลื่อนลอย เปรียบเหมือนหลักยึดที่เลื่อนไป-มาตามแรงกดดัน จนขาดภาวะผู้นำ ของสภาสูง ขณะเดียวกัน ท่ามกลางประเทศประสบปัญหาวิกฤติทางเศรษฐกิจ ประธานวุฒิสภากลับพาสมาชิกไปดูงานต่างประเทศ จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสม
"ชลน่าน" ดาวเด่น "เฉลิม" ดาวดับ
บทบาทที่ผ่านมาของ นพ.ชลน่าน ต่อการทำหน้าที่ ฝ่ายค้านในสภาฯ ถือว่ามีความโดดเด่น โดยเฉพาะการอภิปรายในสภาฯที่ใช้ข้อบังคับการประชุมสภาฯมาเป็นเครื่องมือในการแสดงความคิดเห็นเป็นหลัก ไม่มุ่งเน้น อภิปรายรัฐบาลด้วยการใช้วาทศิลป์เป็นสำคัญ ทำให้การประชุมไม่สามารถดำเนินการไปได้ ขณะเดียวกัน แม้ว่าจะมีบางประเด็นที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล อย่างเช่นการ อภิปรายเกี่ยวกับข้อกฎหมาย ซึ่ง นพ.ชลน่านก็สามารถยกข้อเท็จจริงและประเด็นทางกฎหมายมาหักล้างได้ในหลายประเด็น โดยเฉพาะการพิจารณากฎหมายเกี่ยวกับงบประมาณที่ผ่านมา
และเคยมีวลีที่รู้กันอยู่ในวงการเมืองว่า ถ้าไปทะเล เจอฉลาม แต่มาสภาฯเจอเฉลิม ที่ผ่านมา ร.ต.อ.เฉลิมเป็นบุคคลที่หากใครเป็นรัฐบาลแล้ว ร.ต.อ.เฉลิมเป็นฝ่ายค้านจะมีการทำหน้าที่ทั้งในสภาฯและนอกสภาฯ ในการตรวจ สอบการทำงานในสภาฯอย่างเข้มข้น ด้วยข้อมูลที่สร้างความสั่นสะเทือนให้คนที่เป็นรัฐบาลได้พอสมควร แต่ ปรากฏว่า ร.ต.อ.เฉลิมในวันนี้กลายเป็นดาวอับแสง ด้วยบทบาทการทำหน้าที่ของตนเองที่แทบจะหาสาระหลักไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการอภิปรายหรือการยื่นกระทู้ถามใน สภาฯ กับไม่ได้แสดงความเป็นขุนศึกของฝ่ายค้านได้อย่างสมศักดิ์ศรี มีแต่วาทะที่เชือดเฉือนฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะพุ่งเป้าไปที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไม่ได้ เน้นเนื้อหาสาระของการอภิปรายที่เคยทำได้อย่างโดดเด่นเหมือนที่ผ่านมา
คำพูด ส.ส.เพื่อไทยเป็นวาทะแห่งปี
วาทะแห่งปี "พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้ทำผิดกฎหมาย แต่ทำในสิ่งที่กฎหมายห้าม" วาทะดังกล่าว ส.ส.พรรคเพื่อไทย ได้หยิบมาพูดหลายครั้งเพื่อยืนยันว่า พ.ต.ท.ทัก-ษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ได้กระทำทุจริต หลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินจำคุก พ.ต.ท.ทักษิณ 2 ปี ในคดีทุจริตที่ดินรัชดา ทั้งนี้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ได้หยิบวาทะนี้มาพูดในสภา ระหว่างตั้งกระทู้สดถามนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 ต.ค. เรื่องการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน โดยระบุว่า "พ.ต.ท.ทักษิณไม่เคยทำทุจริต ที่ ถูกศาลตัดสินเป็นเรื่องทำสิ่งที่กฎหมายห้าม แต่ไม่ได้ทำผิดกฎหมาย" พร้อมทั้งท้าทายว่า หากเป็นเรื่องทุจริตจริงจะเอาปริญญาเอกนิติศาสตร์ไปคืนมหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งวาทะดังกล่าวเป็นการสะท้อนให้เห็นเด่นชัดว่าเป็นการเลี่ยงบาลี บิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อให้ประชาชนเกิดความสับสน
"จตุพร-วัชระ"ได้คู่กัดแห่งปี
นักการเมืองคู่นี้เป็นศิษย์ร่วมสถาบันเดียวกัน แต่เมื่อมาอยู่ต่างพรรคต่างขั้ว ทำให้วิถีทางการต่อสู้ทางการเมืองต้องเข้าห้ำหั่นกัน ด้วยความที่รู้ไส้รู้พุงกันตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษา ทำให้นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และนายวัชระ เพชรทอง ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ มักมีประเด็นวิวาทะกันอย่างดุเด็ดเผ็ดมันมาโดยตลอด บางจังหวะเลยเถิดไปถึงการพาดพิงบุพการี ทำให้อุณหภูมิในสภาเดือดดาลอยู่หลายครั้ง จนบางครั้งหวุดหวิดที่จะวางมวยกันในสภาฯ นอกจากนั้นยังไม่พอ นายจตุพรและนายวัชระยังออกมาท้าทายกันที่ห้องแถลงข่าวรัฐสภาเป็นประจำ จึงทำให้ศึกสายเลือดระหว่าง ส.ส.หนุ่มคู่นี้ถูกยกให้เป็นคู่กัดแห่งปี
คนดีศรีสภาฯ "เจริญ คันธวงศ์"
ปัญหาการทำงานของสภาฯในรอบปีที่ผ่านมาเรื่องที่ใหญ่ที่สุดคือ สภาล่มบ่อยครั้ง 11 เดือน 11 ครั้ง เพราะ ส.ส.ไม่รู้จักรับผิดชอบต่อหน้าที่ ไม่เข้าประชุมสภาฯ ทำให้งานสภาฯเดินหน้าไปไม่ได้ แต่นายเจริญ ซึ่งมีอาการป่วยเป็นโรคมะเร็งที่ขั้วตับ กลับเข้าประชุมสภาฯและร่วมลงมติผ่านกฎหมาย 88 ครั้งจากการประชุมสภาฯ การลงมติ 100 ครั้ง และในช่วงก่อนปิดสมัยการประชุม ที่เกิดเหตุการณ์สภาล่มติดกันซ้ำซาก นายเจริญยังได้เข้าร่วมประชุมด้วย ทั้งที่เพิ่งเข้ารับการผ่าตัดโรคมะเร็งก่อนหน้านี้ 1 วัน จึงได้รับการคัดเลือกให้เป็นคนดีศรีสภาฯ เพื่อเป็นตัวอย่างของคนที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นตัวแทนของประชาชนอย่างสมศักดิ์ศรี
ไม่ตั้งฉายาผู้นำฝ่ายค้าน
หลังจากพรรคประชาธิปัตย์จับมือพรรคต่างๆ พลิกขั้วมาจัดตั้งรัฐบาลได้ โดยสภาผู้แทนราษฎรมีมติด้วยเสียงข้างมาก ให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ประชาธิปัตย์ เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อ 15 ธ.ค. 2551 ทำให้ พรรคเพื่อไทยต้องกลายเป็นฝ่ายค้าน อย่างไรก็ดี การที่พรรคเพื่อไทย ซึ่งจัดตั้งหลังจากคดียุบพรรคพลังประชาชน ไม่ตั้งหัวหน้าพรรคจากบุคคลที่เป็น ส.ส.อยู่ในสภาฯ ทำให้ไม่สามารถแต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้ เนื่องจากรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 110 บัญญัติว่า
ตั้งฉายา พท. "โคโยตี้งานวัด"
นายสุริยะใสกล่าวว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่จะมีการตั้งฉายาให้กับรัฐบาล บุคคลในหลายๆกลุ่มหรือแม้แต่พรรคเพื่อไทยที่เป็นฝ่ายค้านก็ได้ตั้งฉายาให้กับบุคคลอื่น ไม่ทำหน้าที่ของฝ่ายค้านอย่างเต็มที่ ดังนั้นเมื่อฝ่ายค้านตั้งฉายาให้กับรัฐบาลได้ ดังนั้นจึงขอตั้งฉายาให้กับฝ่ายค้านบ้างว่า เป็นเพียง "โคโยตี้งานวัด" เนื่องจากที่ผ่านมาฝ่ายค้านค้านทุกเรื่องอย่างไม่มีกาลเทศะ เพียงขอให้ป่วนรัฐบาลได้เป็นพอ เปรียบเสมือนนักเต้นที่เต้นไม่รู้ที่รู้ทางไม่รู้กาลเทศะ แทนที่จะเต้นในผับในบาร์ กลับไปเต้นในงานวัดแทน
ผบ.ทบ.ลั่นปิดประตูปฏิวัติ
วันเดียวกัน เมื่อเวลา 10.00 น. พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. กล่าวเปิดใจในรายการเอ็กซ์คลูซีฟ คลื่นวิทยุ อสมท 100.5 ถึงสถานการณ์บ้านเมืองที่จะมีความรุนแรงในช่วงต้นปีหน้าถึงขั้นนองเลือดว่า คนไทยทุกคนต้องรู้สึก รู้สำนึกในการที่จะรักษาบ้านเมืองของเราไว้ ความขัดแย้งมันเกินกว่าอุดมการณ์ประชาธิปไตย ไปแล้ว เพราะไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม เราต้องเอาชาติมาชั่งก่อน เมื่อถามว่าเราจะปิดประตูเรื่องการปฏิวัติรัฐประหารได้หรือไม่ ถ้าหากว่าปีหน้ามีเหตุการณ์จนเกิดการนองเลือดขึ้นมาจริงๆ พล.อ.อนุพงษ์ตอบว่า "ถ้าผมสั่งในสิ่งที่ไม่ถูก ผมคิดว่าเขาไม่ทำ ทหารไม่มีฝัก ไม่มีฝ่าย อะไรที่ประเทศชาติจะเดินต่อไปได้และอยู่ได้ คนไทยจะตีกันไม่ได้ ทหารจะไม่ยอมปล่อยให้คนไทยตีกัน ในขณะเดียวกันก็อย่าทำผิดกฎหมายเพราะอยู่กันไม่ได้ ผมขอยืนยันว่า ในปีหน้าไม่มีเหตุการณ์นองเลือด และจะไม่มีการปฏิวัติรัฐประหารแน่นอน ผมไม่ให้เดินไปถึงจุดนั้น ผมเชื่อมั่นอย่างนั้น ใครที่คิดว่ามี ลืมไปได้เลย ไม่มีทาง" ผบ.ทบ.กล่าว
หลังจากที่หลายฝ่ายจับตาดูว่ารัฐบาลจะตัดสินใจปรับคณะรัฐมนตรีตามที่พรรคร่วมรัฐบาลเรียกร้องหรือไม่นั้น ซึ่งเรื่องนี้ล่าสุดนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้ออกมายืนยันว่าช่วงนี้จะปรับเฉพาะแค่ตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี
"มาร์ค" ถ้าเนรมิตได้ไม่ให้มีทุจริต
เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. เวลา 09.00 น. ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์ แห่งประเทศไทย ได้เผยแพร่รายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์" ซึ่งเทปบันทึกคำสัมภาษณ์นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับงานของรัฐบาลในช่วง รอบปีที่ผ่านมา โดยมีผู้ดำเนินรายการตัวแทนจากสถานีโทรทัศน์ทุกช่องเข้าร่วมสัมภาษณ์ที่ห้องทำงานนายกรัฐมนตรี ชั้น 2 ของตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์กล่าวตอบคำถามเกี่ยวกับความคืบหน้าของรัฐบาลในช่วง รอบปี ถึงผลงานด้านเศรษฐกิจ ความก้าวหน้าของโครงการต่างๆของรัฐบาล เนื่องจากเป็นรายการที่ออกอากาศวัน สุดท้ายของปี 2553 ส่วนการจัดการปัญหาการทุจริต นาย อภิสิทธิ์ตอบว่า ยอมรับว่าเมื่อมีข่าวการทุจริตย่อมกระทบความรู้สึกประชาชน เพราะมีความไม่ไว้วางใจนักการเมืองเป็นพื้นฐานอยู่ พอเกิดข่าวจึงคิดว่าต้องใช่ บางกรณีก็ยอมรับว่ามีความผิดปกติจริง หมายถึงว่า เนรมิตได้ ก็อยาก บอกว่าไม่อยากให้มี แต่ในความเป็นจริงก็รู้ว่ายาก แต่ ปีหน้าก็อยากให้มีข่าวแบบนี้น้อยกว่านี้ อย่างไรก็ตามเวลามีข่าวแล้ว ทั้งกรณีชุมชนพอเพียง กรณีกระทรวงสาธารณสุข หรือกรณีอื่น ยืนยันว่ารัฐบาลไม่นิ่งนอนใจ เมื่อมีข่าวก็รีบหาข้อเท็จจริง หาคนผิดมาลงโทษ
ย้ำปราบโกงต้องตรงไปตรงมา
เมื่อถามว่า ที่ว่ายากเพราะตรวจสอบไปไม่ถึง หรือ เพราะตรวจสอบแล้วเจอคนใกล้ชิด เจอพรรคร่วมรัฐบาล นายกรัฐมนตรีตอบว่า คำว่ายาก คือ กลไกของรัฐบาลทั้งหมด ทุกกระทรวง ทบวง กรม มันเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก ต้องยอมรับว่าการทุจริตคอรัปชันมีมานานในหลายองค์กร หรือในบางกระบวนการ เช่น การจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ หลาย วงการถือว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ทุกสังคม ทุกยุค ดังนั้น จะให้หมดไปยาก แต่ตนก็พยายามเต็มที่ เราอย่าไปยอมรับ ต้องสู้ และพยายามปลูกจิตสำนึกของทุกฝ่าย ข้าราชการ นักการเมือง ภาคธุรกิจ เมื่อถามอีก ว่า ภาพของรัฐบาลชุดนี้คือความสุจริต แต่ปัญหาของพรรค ร่วมรัฐบาลจะทำให้ความเด็ดขาดในการจัดการน้อยลง นายกรัฐมนตรีตอบว่า จะวิตกกังวลไม่ได้เด็ดขาด ต้องทำอย่างตรงไปตรงมา โดนทั้งสองทาง เพราะอีกทางหนึ่งก็มีคนเขียนต่อว่าเกือบทุกวันว่าทำไมชอบขัดแข้งขัดขา ซึ่งก็แล้วแต่จะมอง ตนทำงานกับเพื่อนร่วมงานโดยให้เกียรติ ซึ่งกันและกัน ได้ข้อมูลอะไรก็ช่วยกันตรวจสอบ ทำให้ ประชาชนไว้วางใจ พรรคร่วมอาจจะเป็นผู้ชี้ว่ารัฐบาลอยู่ หรือไม่อยู่ แต่ใหญ่กว่านั้นคือ ประชาชนจะเป็นคนชี้อนาคต ของพวกเราทุกพรรค
ไม่เคยสกัดโครงการพรรคอื่น
เมื่อถามว่า ต้องมีหลักการในการประสานประโยชน์ ระหว่างคนในพรรคเอง กับพรรคร่วมรัฐบาลอย่างไร นายกรัฐมนตรีตอบว่า ประโยชน์ที่สนใจคือ ความสำเร็จของนโยบาย กับงานที่จะต้องทำให้กับประชาชน ขอยกตัวอย่างตรงๆ เช่น ตอนที่คิดเรื่องโครงการประกันรายได้ ทุกคนบอกว่า เป็นความคิดที่ดี แต่หลายหน่วยงานบอกว่าไม่น่าจะทำได้ ทันฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าว เป็นเรื่องใหญ่มาก ต้องเปลี่ยนอะไรสารพัด ต้องไปขึ้นทะเบียนคนตั้งเกือบ 4 ล้านครอบครัว ระยะเวลาไม่กี่เดือนทำไมไม่นำร่องไปก่อน หรือบอกว่า ลองทำ 1-2 จังหวัดบ้าง หรือรอไปปีหน้า แต่เราบอกว่า ต้องทำเลย เพราะโครงการจำนำกำลังสร้างปัญหาค่อนข้างเยอะ แล้วเราจะเปิดเสรีอะไรต่างๆ วิธีคือมานั่งคุยกันแล้ว ตัดสินว่าอะไรดีที่สุดก็เดินตามนั้น หรือโครงการที่มีการ วิพากษ์วิจารณ์มีคนตั้งข้อสังเกต ข้อครหา ไม่ดูว่าคนนี้อยู่พรรคนี้ต้องเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย หรือคนนี้อยู่พรรคประชาธิปัตย์เราต้องเห็นด้วย ไม่ได้คิดอย่างนั้น
ไม่สนคำครหาเป็นเด็กดื้อ
เมื่อถามว่า บางกรณีก็บอกว่าท่านยึดความคิดตัวเอง เชื่อความคิดตัวเองมากกว่าคำแนะนำจากผู้ใหญ่หรือคนแนะนำ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ความรับผิดชอบอยู่ที่ตน ตนก็พยายามใช้ดุลพินิจ แต่ก็เป็นคนฟังทุกคน พยายามที่จะเข้าใจเหตุผลของคนที่เสนอมา แต่บางเรื่องมันใช่ เราก็ทำ พอทำก็บอกว่าไม่เป็นตัวของตัวเอง ส่วนบางทีเขาให้มา เรารู้สึกว่ามีข้อมูลหักล้างได้ เราก็ไม่ทำตาม ก็มีคนว่าเด็กดื้อ "ก็ธรรมดา เดี๋ยวก็เด็กดื้อ เดี๋ยวก็ไม่เป็นตัวของตัวเอง คือแล้วแต่จะมอง แต่ผมสบายใจ ไม่ได้คิดว่าเรื่องนี้อยากจะดื้อ เพราะอยากดื้อ หรือเรื่องนี้อยากทำตามเพราะเกรงใจผู้ใหญ่ ผมไม่ทำอย่างนั้น ผมถือว่าที่สุดเวลาเราตัดสินใจแล้ว เราคือผู้รับผิดชอบ"
ไทยพยายามเลี่ยงหนีการขนอาวุธ
เมื่อถามถึงความคืบหน้าเรื่องการขนอาวุธ ที่วิจารณ์ ว่าอาจจะเป็นการชักศึกเข้าบ้าน นายอภิสิทธิ์ตอบว่า แนวทางที่ทำไม่ใช่เป็นการชักศึกเข้าบ้าน เราไม่ไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งใดๆ แต่ทำตามมติสหประชาชาติ และต้องมองมุมกลับด้วยว่า ถ้าเราได้รับการข่าวชัดเจน แล้วไม่ ตรวจสอบ ปล่อยผ่านไป ผู้ขนอาวุธก็จะมองว่าไทยกลายเป็นสวรรค์ของการขนของผิดกฎหมายผ่านแดน ตนว่านั่นคือการชักศึกเข้าบ้านเหมือนกัน เมื่อข้อมูลชัดเจน เราก็เดินตามกติกาสากล แต่ไม่เคยไปยุ่งวุ่นวายอะไร รัฐบาลไม่พูดเลยว่าอาวุธเป็นของใคร กำลังจะไปทำอะไร เพียงแต่บอกว่าผิดมติสหประชาชาติ เรายึดแล้วแจ้งสหประชาชาติ เมื่อถามว่า ขณะที่เขาขอลงจอดเติมน้ำมัน หากค่อนข้างสุ่มเสี่ยง ทำไมไม่ตัดสินใจไม่อนุญาตเลยเพื่อไม่ต้องเกิดปัญหา นายอภิสิทธิ์ตอบว่า เข้าใจว่ามันมีลูกเล่นทางเทคนิคนิดหน่อย ก็คือพยายาม แนวทางเราจะซักซ้อมอย่างนั้นอยู่แล้ว แต่ปรากฏว่าเขาอ้างว่ามันมีเหตุขัดข้องที่เขาต้องลง
เย้ย "ฮุน เซน" ก็เพิ่มคนไม่ชอบอีกคน
เมื่อถามต่อว่า ในกรณีกัมพูชา มีวิธีบริหารหรือยังที่จะไม่ให้นายกฯกัมพูชามาแขวะ นายอภิสิทธิ์ตอบว่าคงบริหารการพูดของนายกฯกัมพูชาไม่ได้ แต่ว่าท่านก็พูดไป ตนไม่เอามาเป็นเรื่อง ที่จะให้กระทบกับสิ่งที่เราต้องการจะทำ ในแง่ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับประชาชน เมื่อถามว่าเบื่อหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า "ก็ธรรมดา มีคนที่วิพากษ์วิจารณ์ผมทุกวันอยู่แล้ว ก็เพิ่มมาอีก 1 คน"
เมื่อถามต่อว่า ปีหน้าเราจะมีเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญหรือไม่ นายกรัฐมนตรีตอบว่า ถ้ากัมพูชาไม่ละเมิดระบบศาลของไทย และทบทวนสิ่งที่ทำให้เป็นปัญหา ก็ไม่มีปัญหาเลย เพราะทุกอย่างทำให้เป็นปกติที่สุด ตอนแรกคนกลัวว่าจะสู้รบกัน หรือกลัวว่าจะปิดพรมแดน แต่ผ่านมากี่เดือนแล้ว ตอนนี้มูลค่าการค้าทุกอย่างเหมือนเดิมหมด เว้นเรื่องเดียวที่ขอไว้ คือคนไทยที่เดินทางไปเล่นการพนัน ขอให้เข้มงวดกวดขันกันมากขึ้นเท่านั้นเอง
มีหน้าที่รักษาผลประโยชน์ชาติ
เมื่อถามว่า ใช้หลักเกณฑ์ใดจัดลำดับความสัมพันธ์ กับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะกัมพูชาที่เดือน ก.พ. ปีหน้า จะต้องส่งเรื่องแผนการใช้พื้นที่นอกปราสาทพระวิหาร นายกรัฐมนตรีตอบว่า สิ่งนี้อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้นำกัมพูชาอาจจะไม่พอใจ เข้าใจว่าเคยมีสัมภาษณ์ บ้าง แต่ตนมีหน้าที่ต้องรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทย เราไม่ได้คัดค้านว่ากัมพูชาจะอ้างสิทธิ์ในตัวปราสาท เพราะเราเคารพคำตัดสินของศาลโลก แม้ว่าเราจะสงวนสิทธิ์หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่การที่กัมพูชาไปยื่นแผนการบริหารจัดการพื้นที่ ก้าวล่วงเข้ามาในที่ที่เราถือว่าเป็นของ เรา ตนจะอยู่เฉยไม่ได้ ต้องมีหน้าที่ในการปกป้องสิทธิ์ของเรา เราไปดำเนินงานในกรอบของกรรมการมรดกโลกก็ว่ากันไป
รักษาสัมพันธ์พร้อมป้องศักดิ์ศรี
"ทีนี้เกิดจะมาเรียกร้องว่าสัมพันธ์กับกัมพูชาต้องดี แล้วจะบอกให้ตนปล่อยไป คนไทยยอมรับหรือถ้าอยากดีกับเขา ก็เอา ที่ตรงนี้เคยบอกว่าเป็นที่ของเรา เขาบอกว่าเป็นของเขา วันนี้เขาก็มีสิทธิบริหาร จะยอมหรือเปล่า ถ้าเรายอม แล้วเขาบอกว่าดี เขาพอใจ แต่ถามว่ามันถูกหรือเปล่า เพราะฉะนั้นผมก็บอกว่า ไม่มีปัญหาเลย ทุกอย่างทำให้เป็นปกติที่สุด ถามว่าอยากให้ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาดีกว่านี้ไหม อยาก แต่ถามว่าถ้าความอยากที่จะให้ความสัมพันธ์ดีนี้หมายความว่าศักดิ์ศรีประเทศไม่ต้องปกป้อง อธิปไตยของประเทศไม่ต้องปกป้อง แล้วต่อไปก็จะเป็นแบบอย่างว่าใครก็มาวิพากษ์วิจารณ์ละเมิดศาลของเราได้นี้ ผมว่ามันไม่ใช่ เราบอกว่าความถูกต้องคือยืนยันสิ่งที่เห็นว่ามันเป็นข้อเท็จจริง มันเป็นความถูกต้อง เราต้องยอมรับว่าความสัมพันธ์อาจจะไม่ราบรื่น เหมือนกับถ้าหากว่าเราไปยอมทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ขณะเดียวกันก็บริหารไม่ให้ความสัมพันธ์ที่มันกระทบกระทั่งกันนี้ ลุกลามไปให้คนเดือดร้อน" นายกรัฐมนตรีกล่าว
เสียใจมีคนคอยเติมเชื้อขัดแย้ง
เมื่อถามต่อว่า มีคนวิจารณ์นโยบายว่าโอเว่อร์ รีแอค เหมือนกับตึงมากเกินไปหรือไม่ นายกรัฐมนตรีตอบว่าเบามาก ดีกว่าทำให้กระเทือนการค้า ดีกว่าเกิดการสู้รบ แล้วถ้าจะให้บอกว่า จะให้ทำอะไร บอกว่าไม่เห็นด้วยกับที่เขาพูด แล้วอย่างไร แล้วจะให้เขาวิพากษ์วิจารณ์ ประเทศเรา ศาลเราไปเรื่อยๆมันก็คงไม่ได้ เมื่อถามต่อว่า แล้วมีแนวทางอย่างไรที่จะคุยกันดีๆ ไม่ต้องใช้วิธีแขวะกันไปแขวะกันมา นายกรัฐมนตรีตอบว่า เราไม่ได้แขวะอยู่แล้ว จริงๆเราไม่ได้มีอะไร บังเอิญน่าเสียใจว่ามันมีคนไทยที่ไปช่วยเติมให้เขา ใช่หรือไม่ เพิ่มเงื่อนไขอยู่เรื่อย เพราะรัฐบาลไม่ได้ทำอะไร รัฐบาลก็จบแล้ว เพราะถือว่าเรื่องทูตบอกกับกัมพูชาชัด ถ้าทบทวนสิ่งที่เป็นที่มาของเรื่องนี้ เราก็มาทบทวนเรื่องนี้เช่นเดียวกัน เรื่องเอ็มโอยู ที่กำลังพิจารณากันว่าจะไปยกเลิก ชะลออะไร ก็ต้องดูตามข้อเท็จจริงว่ามันมีผลประโยชน์ขัดกันที่เกิดขึ้น เรื่องอื่นเราไม่ได้ทำ ขอพูดสั้นๆว่า ประเทศไทยไม่มีนโยบายที่จะไปรุกรานประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็นในลักษณะ ของการไปละเมิดในเรื่องของดินแดน หรือไม่ไปยุ่งวุ่นวายกับการเมืองภายในประเทศของใคร
ระบุฝ่ายค้านไม่รับเงื่อนไขเอง
เมื่อถามแนวทางการแก้ไขปัญหาความแตกแยกให้คนไทยเกิดความสมานฉันท์ นายกรัฐมนตรีตอบว่า ก็พยายามอย่างที่สุด และไม่อยากสร้างเงื่อนไขความขัดแย้ง และพยายามหาคำตอบให้กับบ้านเมือง แต่คำตอบก็ไม่ตรงกันโดยมีพื้นฐานบางเรื่อง เช่นจุดยืนเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ยื่นมือไปว่าก็มาตกลงกันว่าจะแก้อะไร จึงสรุปออกมาได้ 6 ประเด็น แต่แล้วก็บอกว่าไม่เอาแล้ว หรือจะมาเอารัฐธรรมนูญปี 40 ซึ่งเมื่อต้นปี 2549 ทุกพรรคก็เคยออกมาพูดตรงกันว่าฉบับปี 40 ต้องแก้ไขในบางประเด็น เพราะเห็นว่าเมื่อใช้ไปแล้วเกิดปัญหา จากนั้นก็บอกว่าให้ยุบสภา ตนก็ไม่ปฏิเสธ โดยบอกว่ายุบได้แต่ต้องเน้นการแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจ คือต้องช่วยกันดูเรื่องเศรษฐกิจให้เข้มแข็งก่อน แล้วเรื่องเลือกตั้งก็ต้องมีกติกา หากเลือกตั้งแล้วพรรคการเมืองถูกยุบอีก ก็มีปัญหาอีก จะเอาอย่างนั้นหรือ ดังนั้นการเลือกตั้งสู่ความสมานฉันท์ก็ต้องมีความสงบเรียบร้อยของทุกฝ่าย โดยแสดงเจตนาให้ชัดเจนว่า หยุดเคลื่อนไหว ไม่มีการต่อต้านการเดินทางของคนที่จะไปทำหน้าที่ แต่ตอนนี้ก็ไม่รับเงื่อนไขนี้อีก สรุปคือ ถ้าไม่รับเรื่อยๆนั้น มันคืออะไรกันแน่ เรื่องรัฐธรรมนูญก็ไม่ใช่ เรื่องเลือกตั้งให้เป็นประชาธิปไตยก็ไม่แน่อีก หรืออาจจะต้องกลับไปเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัว แต่ไม่ว่าจะแนวทางใด หากเป็นไปเพื่อบ้านเมืองตนก็ยินดีทำ
กังวลคดียุบพรรค ปชป.
เมื่อถามว่า กังวลกับเรื่องการพิจารณายุบพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ธรรมดา มีคดีอยู่ในศาล ใน ป.ป.ช. หรือใน กกต. จะให้บอกว่าไม่สนใจคงไม่ได้ แต่ตอนนี้หลายคดี เพิ่งชี้แจง กกต. 2 คดี และในป.ป.ช.อีกก็เยอะ คนให้แหวนก็โดนร้อง เราก็ชี้แจงไป อย่างไรก็ตาม เรื่องการพิจารณายุบพรรคนั้นที่มีการวิจารณ์ว่ายื้อเวลานั้นเป็นเรื่องของ กกต. ซึ่งมีอิสระอย่างเต็มที่ในเรื่องนี้ ตนไม่เคยไปยุ่งกับกระบวนการต่างๆใน กกต. ทั้งหมดอยู่ที่ กกต.จะตัดสินว่าผิดหรือถูก เมื่อถามว่า ในหลายสถานการณ์เช่นนี้รัฐบาลจะให้ความมั่นใจกับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในปีหน้าอย่างไร นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ท่ามกลางความวุ่นวายในปี 2552 แต่รัฐบาลไม่เสียสมาธิในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ กฎหมายที่ต้องผ่านให้เศรษฐกิจเดินได้ ก็ทำได้ตามเป้า นโยบายเรื่องปากท้องก็เดินได้
เสื้อแดงโห่ไล่ "อภิสิทธิ์"
เมื่อเวลา 07.00 น. ที่บริเวณสี่แยกคลองตัน นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เดินทางไปร่วมพิธีทำบุญตักบาตรอาหารแห้งพระสงฆ์จำนวน 59 รูป และร่วมทำบุญเนื่องในเทศกาลขึ้นปีใหม่ 2553 ร่วมกับพ่อค้าประชาชนในพื้นที่ย่านคลองตัน ซึ่งนายอภิสิทธิ์มาร่วมเป็นประจำทุกปี อย่างไรก็ตาม ในการเดินทางมาทำบุญครั้งนี้มีกลุ่มคนเสื้อแดงเกือบ 100 คน ใช้ชื่อว่ากลุ่มวัฒนา 52 สวมเสื้อแดงพร้อมตีนตบปักหลักอยู่ที่ถนนฝั่งตรงข้ามพื้นที่การจัดงานตั้งแต่เวลา 05.30 น. เพื่อขับไล่นายกรัฐมนตรี โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจลาจล (ปจ.) 1 กองร้อย เจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สน.คลองตัน และหน่วย อปพร. พร้อมแผงเหล็กยืนแถวสกัดไม่ให้มีการข้ามมายังบริเวณพื้นที่การจัดงาน ทั้งนี้เมื่อนายกรัฐมนตรีเดินทางมาถึงทางกลุ่มเสื้อแดงก็ได้ตะโกนสาปแช่ง ชูป้าย และโห่ไล่ตลอดเวลา นายกรัฐมนตรีไม่ได้แสดงอาการตกใจแต่อย่างไรยังคงปฏิบัติภารกิจอย่างต่อเนื่อง ทั้งการใส่บาตรอาหารแห้ง และทำบุญ รับน้ำมนต์ รวมทั้งเดินทักทายประชาชนที่มาร่วมงาน โดยมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย สันติบาลและหน่วยอรินทราชกระจายกำลังดูแลความปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ขณะที่นายกรัฐมนตรีเดินทักทายประชาชนนั้น ทางกลุ่มคนเสื้อแดงก็เดินตามตะโกนขับไล่ สร้างความไม่พอใจให้กับผู้สนับสนุนและผู้ร่วมงานที่สวมใส่สีชมพู ซึ่งได้พร้อมใจกันส่งเสียงเชียร์และปรบมือให้กำลังใจ บางคนก็ตะโกนด่ากลับบ้าง แต่ไร้เหตุความรุนแรงหรือการปะทะ ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีใช้เวลาร่วมงาน 1 ชั่วโมง จากนั้นจึงเดินทางกลับบ้านซอยสุขุมวิท 31
ปชป.ลั่นพร้อมแก้ รธน. 2 ประเด็น
วันเดียวกัน ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่พรรคร่วมได้มีการพูดคุยกันเพื่อจะมีการแก้ใน 2 ประเด็นว่า แต่เดิมพรรคประชาธิปัตย์สนับสนุนคณะกรรมการสมานฉันท์ที่เสนอแก้ใน 6 ประเด็น แต่พรรคมีเงื่อนไขต้องทำประชามติ ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคร่วมในมาตรา 190 และการแบ่งเขตมาเป็นเขตเดียวเบอร์เดียว ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ยังไม่ได้พูดคุยกัน ซึ่งหากมีการแก้ 2 ประเด็น และกลับไปสู่การทำประชามติ คิดว่า ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีใครขัดข้อง แต่ทั้งนี้ก็อยากให้ฝ่ายค้านเข้ามามีส่วนร่วมเพราะมิเช่นนั้นจะเกิดข้อครหา และไม่เป็นหลักการประชาธิปไตย
"เทพไท" น้อมรับคำวิจารณ์นาย
นายเทพไทกล่าวถึงกรณีการสัมมนาที่ ม.ธรรมศาสตร์ ที่พูดถึงผู้นำประเทศไร้ความเด็ดขาดประคองตัวไปวันๆว่า ท่ามกลางเงื่อนไขทางการเมือง ถือว่านายอภิสิทธิ์เวชชาชีวะ นายกฯทำหน้าที่ดีที่สุดแล้ว คนที่วิจารณ์อาจจะไม่ทราบเงื่อนไขและข้อจำกัดว่ามีอย่างไร หากเปรียบเทียบกับผู้นำที่มาจากรัฐบาลพรรคเดียวกับผู้นำที่มาจากพรรคร่วมรัฐบาล จะมีความแตกต่างกัน ซึ่งผู้นำที่มาจากพรรคเดียวสามารถทำงานได้มากกว่านี้ และสามารถรับผิดชอบการทำงานได้อย่างเต็มที่ แต่ผู้นำที่มาจากพรรคร่วมรัฐบาลต้องถ้อยทีถ้อยอาศัย และนำนโยบายจากหลายพรรคมารวมกัน เพื่อผลักดันให้เป็นนโยบายของพรรคร่วมรัฐบาล จึงอยากเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับนายกฯ และขอขอบคุณผู้ที่สนับสนุนและน้อมรับคำวิจารณ์ของคนเหล่านั้น
"อภิสิทธิ์" นัดแกนนำ ปชป.หารือ
เมื่อเวลา 11.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เดินทางไปที่บ้านพักนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรีและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่หมู่บ้านคฤหาสน์ทายาท เพื่อร่วมวงหารือกับประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ และกรรมการบริหารพรรค โดยนายกรัฐมนตรีใช้เวลาในการหารืออยู่ประมาณ 3 ชั่วโมง จึงได้เดินทางออกมาร่วมงานวันคล้ายวันเกิดนายกำพล วัชรพล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ ที่สำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ อย่างไรก็ตาม แม้ว่านายอภิสิทธิ์จะติดภารกิจออกมาก่อน แต่ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคและกรรมการบริหารพรรคยังหารือกันต่อจนถึงเวลาประมาณ 16.00 น.
ทั้งนี้ เวลา 15.00 น. นายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์ถึงการหารือกับประธานสภาที่ปรึกษาพรรคและกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ว่า การหารือครั้งนี้ได้นัดหมาย กับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯในฐานะเลขาธิการพรรค ว่าในช่วงสิ้นปีจะมีการประเมินภาพรวมการทำงานทั้งหมด โดยเฉพาะในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ฐานะที่เป็นแกนนำรัฐบาล และวิเคราะห์สถานการณ์รวมทั้งทิศทางที่จะเดินไปข้างหน้า ที่จะเกิดขึ้นในปี 2553 ได้ พูดคุยกันถึงภาพรวมทั้งหมดและเปิดโอกาสให้กรรมการบริหารพรรคได้แสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ โดยได้เชิญ ที่ปรึกษาพรรค อดีตหัวหน้าพรรค พูดคุยกันครอบคลุมทุกเรื่อง ได้ประเมินสถานการณ์ตามความเป็นจริง ยืนยันทิศทางการบริหารประเทศในหลายเรื่อง เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ดีและให้การทำงานได้ราบรื่น
แย้มปรับ ครม.แค่ "กอร์ปศักดิ์"
ผู้สื่อข่าวถามว่า เท่าที่พูดคุยมีงานในส่วนไหนต้องปรับปรุง นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ได้หารือกันถึงจุดอ่อนจุดแข็งของการทำงานที่ผ่านมา เรื่องการปรับ ครม.คิดว่ายังไม่มีในช่วงนี้ โอกาสที่จะมีการปรับ ครม.คงเป็นช่วงหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจมากกว่า ยกเว้นกรณีของนายกอร์ปศักดิ์ ต่อข้อถามว่า หารือถึงท่าทีของพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ได้หารือกันด้วย ไม่มี ปัญหาอะไร ขณะนี้มีเรื่องของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ที่ความคิดเห็นยังไม่ตรงกัน ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ เห็นว่าถ้าฝ่ายค้านไม่มาร่วมแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบที่จะแก้ไข 6 ประเด็นแล้ว การทำประชามติก็ยังไม่ควรทำ เพราะถ้าทำไปก็ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ แต่ถ้าพรรคร่วมรัฐบาลเห็นว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในบางประเด็นน่าจะสามารถดำเนินการได้ โดยที่ไม่เป็นประเด็นที่มีความอ่อนไหว ในแง่ของการทำให้เกิดความขัดแย้งในหมู่ประชาชน ให้เป็นเรื่องของสภาฯจะดำเนินการ
ให้สภาตัดสินเรื่องแก้ไข รธน.
เมื่อถามว่า กลายเป็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นวาระของพรรคชาติไทยพัฒนา ไม่ใช่วาระในการสร้างสมานฉันท์ด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบปฏิเสธว่า มันคนละเรื่องกัน เพราะเดิมที่พูดกันคือ ในกรอบสมานฉันท์ 6 ประเด็น เมื่อถามย้ำว่า หมายความว่าให้พรรคชาติไทยพัฒนาเป็นคนเสนอต่อสภาเองใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า เป็นเรื่องของสภา ไม่ใช่ เรื่องของรัฐบาลหรือเรื่องในนามพรรคร่วมรัฐบาล ผู้สื่อข่าวถามว่า นอกจากมาตรา 190 แล้วพรรคประชาธิปัตย์เห็นด้วยกับมาตราไหนอีก นายอภิสิทธิ์ตอบว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่มีเรื่องอื่น แต่เข้าใจว่าพรรคร่วมรัฐบาลอยากเปลี่ยนระบบเลือกตั้งเป็นเรื่องที่แต่ละพรรคเสนอไป และเป็นเรื่องที่สภาจะพิจารณา ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ได้พูดคุยกัน และเห็นว่าเขตใหญ่ยังดีกว่า แต่ถ้าเดินในกรอบสมานฉันท์ 6 ประเด็นแล้วประชาชนเห็นชอบก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
เชื่อแก้ 2 ประเด็นไม่มีคนต้าน
ต่อข้อถามว่า 2 ประเด็น ที่พรรคร่วมเสนอแก้ไข จำเป็นต้องทำประชามติด้วยหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ไม่ต้อง เพราะเป็นเรื่องของสภาฯไม่เกี่ยวกับรัฐบาล ต่อข้อถามที่ว่า จะกลายเป็นชนวนความขัดแย้ง หรือมีคนออกมาต่อต้านหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบว่าถ้าเป็น 2 ประเด็นนี้ ไม่น่ามีปัญหา เพราะประเด็นก่อนหน้านี้ ที่กังวลกัน คือการรับโทษที่เกิดขึ้นจากการซื้อเสียง เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ประเด็นมาตรา 265 และ 266 ที่คนมองว่าเป็นการแก้เพื่อเพิ่มอำนาจให้กับ ส.ส. แต่เรื่องมาตรา 190 เป็นเรื่องเทคนิคจริงๆ ส่วนเรื่องระบบเลือกตั้งนั้น เป็นความคิดเห็นที่หลากหลาย ต้องให้สภาฯตัดสิน และหากเป็นประเด็นที่ไม่มีความละเอียดอ่อน ก็น่าจะให้อิสระที่พรรคการเมืองจะเสนอได้ เมื่อถามต่อว่า หากพรรคร่วมเสนอเข้าสู่สภาฯ พรรคประชาธิปัตย์จะโหวตให้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า เป็นเรื่องของสภาฯ ก็คงจะเป็นอิสระ ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นห่วงหรือไม่ หากไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขประเด็นเขตเลือกตั้งแล้ว พรรคร่วมรัฐบาลจะไม่ยกมือ ในการลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายอภิสิทธิ์ตอบว่ายังไม่ไปถึงตรงนั้น เพียงแต่บอกว่ารัฐบาลไม่เป็นเจ้าภาพในการเสนอเรื่องนี้ แต่พรรคการเมืองย่อมมีสิทธิ์ที่จะเสนอได้ และประเด็นนี้ตนเห็นว่า เป็นมุมมองข้อดีข้อเสีย เขตใหญ่เขตเล็กในระบบเลือกตั้ง ซึ่งเป็นสากล เพราะระบบ เลือกตั้งหลากหลายมากในระบอบประชาธิปไตย ไม่ได้มีประเด็นละเอียดอ่อน ในเรื่องที่จะเป็นประโยชน์ของ ส.ส.
"เทือก" สรุป 3 เหตุเงื่อนไขแตกหัก
ต่อมาเวลา 17.00 น. นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวถึงผลการประชุมกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ว่าในที่ประชุมที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคเป็นประธาน ซึ่งเป็นการประชุมนัดพิเศษ โดยได้ประเมินสถานการณ์ บ้านเมืองในรอบปีที่ผ่านมา โดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและเลขาธิการพรรคระบุว่า ยังมีการเคลื่อนไหวที่สร้างเงื่อนไขในการนำไปสู่การ ชุมนุมและความขัดแย้งในช่วงต้นปีหน้า คือ 1. การเคลื่อนไหว ไม่ให้มีการยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยจะกดดันและคุกคามการทำงานของศาลอย่างต่อเนื่อง 2. การโยงคดียึดทรัพย์ของ พ.ต.ท.ทักษิณเข้ากับการทำงานของ กกต. ในการพิจารณาการยุบพรรคประชาธิปัตย์ โดยพรรคประเมิน ว่าฝ่ายที่เคลื่อนไหวในช่วงนี้เคยแทรกแซงการทำงานของ องค์กรอิสระในอดีต แต่วันนี้ทำได้ยากขึ้น จึงใช้วิธีคุกคาม และกดดันทุกรูปแบบต่อ กกต.โดยหวังผลสร้างเงื่อนไขว่า หาก กกต.มีคำวินิจฉัยไม่ตรงกับคำข่มขู่ของ นปช. พรรคเพื่อไทยและ พ.ต.ท.ทักษิณในเรื่องการยุบพรรคประชาธิปัตย์ โดยน่าจะมีการบิดเบือนว่าหากคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณมีความผิด คดียุบพรรคประชาธิปัตย์ต้องมีความผิดด้วย แต่เรื่องนี้จะนำมาเทียบกันไม่ได้ 3. พรรคเชื่อว่าน่าจะปลุกระดมต่อเนื่องโดยมีการบิดเบือนเพื่อสร้างความแตกแยก คือ เรื่องเอกสารของกระทรวงการต่างประเทศ โดยจะดำเนินการผ่านสื่อใต้ดิน ใบปลิว วิทยุชุมชน ดั่งเช่นที่เคยกระทำมาคือสร้างเรื่องเท็จให้เกิดความเกลียดชังและดึงมวลชนให้มาชุมนุมเหมือนเดือน เม.ย. 2552
สู้เพื่อ "ทักษิณ" พ้นคดี-คืนอำนาจ
นพ.บุรณัชย์กล่าวว่า พรรคมองว่าสามเรื่องนี้จะขับเคลื่อนมาในช่วงการอภิปรายไม่ไว้วางใจฯในช่วงต้นปีหน้า ที่หวังนำไปสู่การทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณพ้นผิดในคดีต่างๆ เปิดทางให้ พ.ต.ท.ทักษิณกลับสู่อำนาจ และ พ.ต.ท.ทักษิณได้รับสมบัติที่ได้มาโดยมิชอบกลับคืน สามเหตุผลนี้จึงทำให้การเมืองน่าเป็นห่วง เพราะวิธีการที่จะได้มานั้นมีการเตรียมการกดดันเพื่อให้รัฐบาลยุบสภาฯ และยังสร้างเงื่อนไขการเผชิญหน้าที่อาจนำไปสู่เหตุการณ์เดือน เม.ย. 2552 อีกครั้ง
เผยเสื้อแดงดิสเครดิตองค์กรอิสระ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคมีการวิเคราะห์และแสดงความเป็นห่วงกรณีที่พรรคเพื่อไทย และกลุ่มเสื้อแดง เตรียม 2 ยุทธศาสตร์สำคัญในการต่อสู้ คือ 1. จัดตั้งกระบวนการทำลายความเชื่อถือของสถาบันตุลาการและองค์กรอิสระ โดยจะตั้งศาลประชาชน เพื่อตัดสินการทำงานของกระบวนการยุติธรรมและองค์กรอิสระ โดยจะเน้นย้ำกระบวนการ 2 มาตรฐาน 2. เป็นห่วงที่ใช้ยุทธศาสตร์ให้อดีตนายทหาร จปร.ที่ใกล้ชิด กับ พ.ต.ท.ทักษิณออกมาเคลื่อนไหว เพื่อยืนยันความจงรักภักดีต่อสถาบัน และ 3. ใช้เงื่อนไขความไม่สงบภายในบ้านเมืองเพื่อให้เกิดการแตกหักให้ได้ แม้การกดดันให้ยุบสภา หรือการสร้างเงื่อนไขอื่นๆไม่สำเร็จ
ฉายาสภาผู้แทน "ถ่อยเถื่อนถีบ"
ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า ตามธรรมเนียมปฏิบัติ ของทุกปี ที่สื่อมวลชนประจำรัฐสภา ได้ร่วมกันระดมความเห็นในการตั้งฉายาผู้ที่ทำหน้าที่ในฝ่ายนิติบัญญัติ ทั้งสองสภาคือ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงบุคลิก และการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติ โดยในรอบปี 2552 สื่อมวลชนประจำรัฐสภาเล็งเห็นว่าผู้ที่ทำหน้าที่นี้มีความสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านการเมืองของประเทศ จึงอาศัยเทศกาลปีใหม่นี้ ตั้งฉายาให้ฝ่ายนิติบัญญัติ ตามผลงานที่ปรากฏออกมา ฉายาสภาผู้แทนราษฎร"ถ่อย-เถื่อน-ถีบ" ตลอดหนึ่งปี ภาพลักษณ์ของสภาผู้แทนราษฎรตกต่ำอีกครั้งเพราะเต็มไปด้วยความแตกแยกอย่างหนักระหว่างฝ่ายค้านกับรัฐบาล จนเกือบมีการใช้ความรุนแรง ทั้งการเปิดศึกหวิดวางมวยกลางสภากันหลายครั้ง หรือมีการโต้เถียง ท้าทายการนับองค์ประชุมกันดุเดือด ด่ากันด้วยถ้อยคำที่ไม่เหมาะสมและบางครั้งถึงขั้นหยาบคายหลายคู่ ซึ่งพบถี่มากขึ้นแทบทุกเดือน ทั้งนี้ พฤติกรรม ส.ส.ที่ก้าวร้าวมากขึ้นนอกจากไม่เป็นแบบอย่างที่ดีของสภาผู้ทรงเกียรติแล้ว ยังมีส่วนกระตุ้นให้สังคมแก้ปัญหาด้วยความรุนแรง โดยไม่ใช้หลักเหตุผล
ฉายาวุฒิสภา "ตะแกรงก้นรั่ว"
วุฒิสภาได้ขึ้นชื่อว่าเป็นสภาสูง ที่คอยตรวจสอบและกลั่นกรองการทำงานของสภาผู้แทนราษฎร ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหนเข้ามาบริหารประเทศก็ตาม แต่หลังจากเกิดการสวิงสับขั้วทางการเมือง ภาพการตรวจสอบของวุฒิสภากลับไม่เข้มข้นเหมือนรัฐบาลในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลางข้อครหาเรื่องการทุจริตคอรัปชันของรัฐบาล จนทำให้สังคมผิดหวังกับบทบาทการตรวจสอบของวุฒิสภา เสมือนว่าทุกอย่างหยุดนิ่ง เสมอตัว เหมือนความชั่วไม่มี ความดีไม่ปรากฏ ขณะเดียวกันภาพของวุฒิสภากลายเป็นองค์กรที่คอยตอบแทนบุญคุณกลุ่มคนที่อยู่เบื้องหลัง ไม่ว่าจะเป็น ส.ว.สรรหา หรือ ส.ว.เลือกตั้ง จนทำให้ พฤติกรรมของสภาสูง ไม่แตกต่างจากสภาผู้แทนราษฎร ที่ทำให้การประชุมต้องล่มซ้ำซาก เพราะเกิดความขัดแย้งระหว่าง ส.ว.สรรหา กับ ส.ว.เลือกตั้ง ขณะเดียวกันยังมีวิ่งเต้นล็อบบี้ให้วุฒิสภาผ่านกฎหมายสำคัญของรัฐบาล จนทำให้บทบาทการตรวจสอบเหมือนกับตะแกรง ในการแยกสิ่งดีไม่ดีออกจากกัน ไม่เป็นผลสำเร็จ จึงไม่ต่างจากตะแกรงก้นรั่วนั่นเอง
ฉายา "ชัย" ตลกเฒ่าร้อยเล่ห์
ท่ามกลางสภาวะการเมืองสองขั้ว ทำให้นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ต้องรับบทหนักในการทำหน้าที่ประธานควบคุมการประชุมสภาฯ ที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง รุนแรง วุ่นวาย ระหว่างฝ่ายค้านกับรัฐบาล ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา แต่ด้วยชั้นเชิงที่คร่ำหวอดในสภามานาน ทำให้นายชัยใช้บทร้อยเล่ห์ทั้งการประนีประนอม ใช้ทั้งไม้แข็งและไม้นวม กระทั่งใช้ความอาวุโสความเป็น "พ่อเฒ่า" หลอกล่อสมาชิกรุ่นลูก ไม่ว่าฝ่ายค้านหรือรัฐบาลจนหัวหมุน หลงประเด็น โดยเฉพาะการปล่อยมุกขำขันออกมากลบประเด็นจนช่วยผ่อนคลาย บรรยากาศตึงเครียดระหว่างการประชุม และประคองไม่ให้การประชุมล่มได้หลายครั้ง การทำหน้าที่ของนายชัยด้วยชั้นเชิงที่แพรวพราวดัง "ตลกเฒ่าร้อยเล่ห์" นี่เอง จึงทำให้ ส.ส.ฝ่ายค้านและรัฐบาลส่วนใหญ่ต่างยอมรับกับบทบาทการทำหน้าที่ของนายชัยในการทำหน้าที่ประธานการประชุม
"ประสพสุข" ประธานหลักเลื่อน
ด้วยต้นทุนทางสังคมที่มีอยู่เดิม และ ส.ว.ส่วนใหญ่ ให้ความไว้วางใจให้ทำหน้าที่เป็นเสาหลักของวุฒิสภา เพราะเคยเป็นถึงอดีตประธานศาลอุทธรณ์ ทุกฝ่ายต่างคาดหวังว่าการทำหน้าที่ประธานวุฒิสภาของนายประสพสุข บุญเดช จะสามารถเป็นเสาหลักให้กับสภาสูงได้ แต่บทบาทของประธานวุฒิสภาหลายครั้งได้สร้างความผิดหวังกับสังคม เช่น กรณีการเป็นตัวแทนของฝ่าย ส.ว. เข้าร่วมประชุมกับนายกรัฐมนตรี วิปรัฐบาล และวิปฝ่ายค้าน เพื่อหาทางออกปัญหาความขัดแย้งในสังคม กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อถูกทักท้วงจากสมาชิกบางส่วน ว่าไม่ได้รับมอบหมายให้เป็นตัวแทนของวุฒิสภา ทำให้ นายประสพสุขไม่กล้าตัดสินใจใช้อำนาจในฐานะประมุขของสภาสูง ในการทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม และบ่อยครั้งมักจะโอนเอนไปตามแรงกดดันของสังคมหรือเกมการเมือง ทำให้เกิดภาวะเลื่อนลอย เปรียบเหมือนหลักยึดที่เลื่อนไป-มาตามแรงกดดัน จนขาดภาวะผู้นำ ของสภาสูง ขณะเดียวกัน ท่ามกลางประเทศประสบปัญหาวิกฤติทางเศรษฐกิจ ประธานวุฒิสภากลับพาสมาชิกไปดูงานต่างประเทศ จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสม
"ชลน่าน" ดาวเด่น "เฉลิม" ดาวดับ
บทบาทที่ผ่านมาของ นพ.ชลน่าน ต่อการทำหน้าที่ ฝ่ายค้านในสภาฯ ถือว่ามีความโดดเด่น โดยเฉพาะการอภิปรายในสภาฯที่ใช้ข้อบังคับการประชุมสภาฯมาเป็นเครื่องมือในการแสดงความคิดเห็นเป็นหลัก ไม่มุ่งเน้น อภิปรายรัฐบาลด้วยการใช้วาทศิลป์เป็นสำคัญ ทำให้การประชุมไม่สามารถดำเนินการไปได้ ขณะเดียวกัน แม้ว่าจะมีบางประเด็นที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล อย่างเช่นการ อภิปรายเกี่ยวกับข้อกฎหมาย ซึ่ง นพ.ชลน่านก็สามารถยกข้อเท็จจริงและประเด็นทางกฎหมายมาหักล้างได้ในหลายประเด็น โดยเฉพาะการพิจารณากฎหมายเกี่ยวกับงบประมาณที่ผ่านมา
และเคยมีวลีที่รู้กันอยู่ในวงการเมืองว่า ถ้าไปทะเล เจอฉลาม แต่มาสภาฯเจอเฉลิม ที่ผ่านมา ร.ต.อ.เฉลิมเป็นบุคคลที่หากใครเป็นรัฐบาลแล้ว ร.ต.อ.เฉลิมเป็นฝ่ายค้านจะมีการทำหน้าที่ทั้งในสภาฯและนอกสภาฯ ในการตรวจ สอบการทำงานในสภาฯอย่างเข้มข้น ด้วยข้อมูลที่สร้างความสั่นสะเทือนให้คนที่เป็นรัฐบาลได้พอสมควร แต่ ปรากฏว่า ร.ต.อ.เฉลิมในวันนี้กลายเป็นดาวอับแสง ด้วยบทบาทการทำหน้าที่ของตนเองที่แทบจะหาสาระหลักไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการอภิปรายหรือการยื่นกระทู้ถามใน สภาฯ กับไม่ได้แสดงความเป็นขุนศึกของฝ่ายค้านได้อย่างสมศักดิ์ศรี มีแต่วาทะที่เชือดเฉือนฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะพุ่งเป้าไปที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไม่ได้ เน้นเนื้อหาสาระของการอภิปรายที่เคยทำได้อย่างโดดเด่นเหมือนที่ผ่านมา
คำพูด ส.ส.เพื่อไทยเป็นวาทะแห่งปี
วาทะแห่งปี "พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้ทำผิดกฎหมาย แต่ทำในสิ่งที่กฎหมายห้าม" วาทะดังกล่าว ส.ส.พรรคเพื่อไทย ได้หยิบมาพูดหลายครั้งเพื่อยืนยันว่า พ.ต.ท.ทัก-ษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ได้กระทำทุจริต หลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินจำคุก พ.ต.ท.ทักษิณ 2 ปี ในคดีทุจริตที่ดินรัชดา ทั้งนี้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ได้หยิบวาทะนี้มาพูดในสภา ระหว่างตั้งกระทู้สดถามนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 ต.ค. เรื่องการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน โดยระบุว่า "พ.ต.ท.ทักษิณไม่เคยทำทุจริต ที่ ถูกศาลตัดสินเป็นเรื่องทำสิ่งที่กฎหมายห้าม แต่ไม่ได้ทำผิดกฎหมาย" พร้อมทั้งท้าทายว่า หากเป็นเรื่องทุจริตจริงจะเอาปริญญาเอกนิติศาสตร์ไปคืนมหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งวาทะดังกล่าวเป็นการสะท้อนให้เห็นเด่นชัดว่าเป็นการเลี่ยงบาลี บิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อให้ประชาชนเกิดความสับสน
"จตุพร-วัชระ"ได้คู่กัดแห่งปี
นักการเมืองคู่นี้เป็นศิษย์ร่วมสถาบันเดียวกัน แต่เมื่อมาอยู่ต่างพรรคต่างขั้ว ทำให้วิถีทางการต่อสู้ทางการเมืองต้องเข้าห้ำหั่นกัน ด้วยความที่รู้ไส้รู้พุงกันตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษา ทำให้นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และนายวัชระ เพชรทอง ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ มักมีประเด็นวิวาทะกันอย่างดุเด็ดเผ็ดมันมาโดยตลอด บางจังหวะเลยเถิดไปถึงการพาดพิงบุพการี ทำให้อุณหภูมิในสภาเดือดดาลอยู่หลายครั้ง จนบางครั้งหวุดหวิดที่จะวางมวยกันในสภาฯ นอกจากนั้นยังไม่พอ นายจตุพรและนายวัชระยังออกมาท้าทายกันที่ห้องแถลงข่าวรัฐสภาเป็นประจำ จึงทำให้ศึกสายเลือดระหว่าง ส.ส.หนุ่มคู่นี้ถูกยกให้เป็นคู่กัดแห่งปี
คนดีศรีสภาฯ "เจริญ คันธวงศ์"
ปัญหาการทำงานของสภาฯในรอบปีที่ผ่านมาเรื่องที่ใหญ่ที่สุดคือ สภาล่มบ่อยครั้ง 11 เดือน 11 ครั้ง เพราะ ส.ส.ไม่รู้จักรับผิดชอบต่อหน้าที่ ไม่เข้าประชุมสภาฯ ทำให้งานสภาฯเดินหน้าไปไม่ได้ แต่นายเจริญ ซึ่งมีอาการป่วยเป็นโรคมะเร็งที่ขั้วตับ กลับเข้าประชุมสภาฯและร่วมลงมติผ่านกฎหมาย 88 ครั้งจากการประชุมสภาฯ การลงมติ 100 ครั้ง และในช่วงก่อนปิดสมัยการประชุม ที่เกิดเหตุการณ์สภาล่มติดกันซ้ำซาก นายเจริญยังได้เข้าร่วมประชุมด้วย ทั้งที่เพิ่งเข้ารับการผ่าตัดโรคมะเร็งก่อนหน้านี้ 1 วัน จึงได้รับการคัดเลือกให้เป็นคนดีศรีสภาฯ เพื่อเป็นตัวอย่างของคนที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นตัวแทนของประชาชนอย่างสมศักดิ์ศรี
ไม่ตั้งฉายาผู้นำฝ่ายค้าน
หลังจากพรรคประชาธิปัตย์จับมือพรรคต่างๆ พลิกขั้วมาจัดตั้งรัฐบาลได้ โดยสภาผู้แทนราษฎรมีมติด้วยเสียงข้างมาก ให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ประชาธิปัตย์ เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อ 15 ธ.ค. 2551 ทำให้ พรรคเพื่อไทยต้องกลายเป็นฝ่ายค้าน อย่างไรก็ดี การที่พรรคเพื่อไทย ซึ่งจัดตั้งหลังจากคดียุบพรรคพลังประชาชน ไม่ตั้งหัวหน้าพรรคจากบุคคลที่เป็น ส.ส.อยู่ในสภาฯ ทำให้ไม่สามารถแต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้ เนื่องจากรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 110 บัญญัติว่า
ตั้งฉายา พท. "โคโยตี้งานวัด"
นายสุริยะใสกล่าวว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่จะมีการตั้งฉายาให้กับรัฐบาล บุคคลในหลายๆกลุ่มหรือแม้แต่พรรคเพื่อไทยที่เป็นฝ่ายค้านก็ได้ตั้งฉายาให้กับบุคคลอื่น ไม่ทำหน้าที่ของฝ่ายค้านอย่างเต็มที่ ดังนั้นเมื่อฝ่ายค้านตั้งฉายาให้กับรัฐบาลได้ ดังนั้นจึงขอตั้งฉายาให้กับฝ่ายค้านบ้างว่า เป็นเพียง "โคโยตี้งานวัด" เนื่องจากที่ผ่านมาฝ่ายค้านค้านทุกเรื่องอย่างไม่มีกาลเทศะ เพียงขอให้ป่วนรัฐบาลได้เป็นพอ เปรียบเสมือนนักเต้นที่เต้นไม่รู้ที่รู้ทางไม่รู้กาลเทศะ แทนที่จะเต้นในผับในบาร์ กลับไปเต้นในงานวัดแทน
ผบ.ทบ.ลั่นปิดประตูปฏิวัติ
วันเดียวกัน เมื่อเวลา 10.00 น. พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. กล่าวเปิดใจในรายการเอ็กซ์คลูซีฟ คลื่นวิทยุ อสมท 100.5 ถึงสถานการณ์บ้านเมืองที่จะมีความรุนแรงในช่วงต้นปีหน้าถึงขั้นนองเลือดว่า คนไทยทุกคนต้องรู้สึก รู้สำนึกในการที่จะรักษาบ้านเมืองของเราไว้ ความขัดแย้งมันเกินกว่าอุดมการณ์ประชาธิปไตย ไปแล้ว เพราะไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม เราต้องเอาชาติมาชั่งก่อน เมื่อถามว่าเราจะปิดประตูเรื่องการปฏิวัติรัฐประหารได้หรือไม่ ถ้าหากว่าปีหน้ามีเหตุการณ์จนเกิดการนองเลือดขึ้นมาจริงๆ พล.อ.อนุพงษ์ตอบว่า "ถ้าผมสั่งในสิ่งที่ไม่ถูก ผมคิดว่าเขาไม่ทำ ทหารไม่มีฝัก ไม่มีฝ่าย อะไรที่ประเทศชาติจะเดินต่อไปได้และอยู่ได้ คนไทยจะตีกันไม่ได้ ทหารจะไม่ยอมปล่อยให้คนไทยตีกัน ในขณะเดียวกันก็อย่าทำผิดกฎหมายเพราะอยู่กันไม่ได้ ผมขอยืนยันว่า ในปีหน้าไม่มีเหตุการณ์นองเลือด และจะไม่มีการปฏิวัติรัฐประหารแน่นอน ผมไม่ให้เดินไปถึงจุดนั้น ผมเชื่อมั่นอย่างนั้น ใครที่คิดว่ามี ลืมไปได้เลย ไม่มีทาง" ผบ.ทบ.กล่าว
วันอังคารที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
ขอโทษ โคโยตี้
นายรัชชานนท์ พวงสมบัติ ผู้จัดทำขุนแผนโคโยตี้ ยกมือไหว้ขอโทษขณะร่วมแถลงข่าว หลังถูกตำหนิว่าไม่เหมาะสม อ้างไม่ใช่ "พระ" และไม่ได้ปลุกเสก ส่วนรุ่น 2 ตัดรูปผู้หญิงเปลือยออกแล้ว (ภาพเล็ก)
วันพุธที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
รวบคาด่าน!สาวโคโยตี้ซุกยาอีเข้าไทย
เจ้าหน้าที่สนธิกำลังร่วมกันตั้งจุดตรวจค้นยาเสพติด ก่อนรวบสาวโคโยตี้ซุกยาอีจากบ่อนปอยเปต อีกรายสาวไทยเข้าไปเล่นในบ่อน ก่อนลักลอบซื้อกัญชาจากประเทศเพื่อนบ้านนำเข้าไทย....
เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 13 พ.ค.53 พ.อ.วสุ เจียมสุข ผบ.ฉก.กรม.ทพ.12 กกล.บูรพา ได้สั่งการให้ ร.อ.ชาญ ว่องไวเมธี ผบ.ร้อย ทพ.1206 ฉก.กรม.ทพ.12 กกล.บูรพา ประสานความร่วมมือกับ พ.ต.ต.ธัชชัย ทิพเนตร สว.ตำรวจท่องเที่ยวสระแก้ว, พ.ต.ท.เบญจพล รอดสวาสดิ์ รอง ผกก.ตม.สระแก้ว ,พ.ต.ท.เสกสรร วัฒนพงษ์ สวญ.สภ.คลองลึกและ จนท.ด่านศุลกากรอรัญประเทศ สนธิกำลังร่วมกันตั้งจุดตรวจค้นยาเสพติด บริเวณจุดตรวจร่วมทางรถไฟ ทางเข้าตลาดโรงเกลือ หน้าด่านพรมแดนบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เพื่อป้องกันและสกัดกั้นการลักลอบขนยาเสพติดจากฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชาเข้ามาในประเทศไทย ในช่วงวันหยุดราชการวันพืชมงคล
ต่อมา จนท.ได้ตรวจพบหญิงสาวชาวไทยรูปร่างหน้าตาดี สะพายกระเป๋าสีน้ำตาลเดินข้ามด่านพรมแดนบ้านคลองลึก จากฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชา เข้ามาในประเทศไทย แล้วเดินมุ่งหน้าจะเข้าตลาดโรงเกลือ เมื่อถึงจุดตรวจ จนท.จึงได้แสดงตัวแล้วให้ จนท.อาสาสมัครทหารพรานหญิง ของ ฉก.กรม.ทพ.12 กกล.บูรพา ทำการตรวจค้น ซึ่งจากการตรวจค้นพบยาอี เม็ดสีเหลือง จำนวน 1 เม็ด ซุกซ่อนมาในกระเป๋าสะพาย จึงควบคุมตัว น.ส.ลินจง สมบัติ อายุ 22 ปี อยู่บ้านเลขที่ 74/100 ซอยเจริญเดช ต.ท่าวัง อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช มาสอบสวน โดย น.ส.ลินจง สมบัติ รับสารภาพว่ามีอาชีพเป็นสาวเต้นโคโยตี้ อยู่ในบ่อนกาสิโนฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชา และได้ซื้อยาอี จากชาวเขมรมาเสพ ที่เหลือได้นำตัวตัวเข้ามาด้วย
และในขณะเดียวกัน จนท.ได้ตรวจพบสาวไทยอีกคนลักษณะท่าทางต้องสงสัยเดินข้ามด่านพรมแดนบ้านคลองลึก จากฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชา เข้ามาจึงขอตรวจค้นและจากการตรวจค้นพบกัญชาอบแห้งบรรจุในถุงพลาสติกจำนวน 2 ถุงน้ำหนักรวม 5.87 กรัม และกัญชาอบแห้งบรรจุในมวนบุหรี่อีก 3 มวน น้ำหนัก 2.18 กรัม รวมมีกัญชาน้ำหนักรวม 8.05 กรัม ซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าสะพาย จึงควบคุมตัว น.ส.อมลวรรณ ยศจิราวัชร์ อายุ 30 ปี อยู่บ้านเลขที่ 10/52 ม.8 แขวงดอกไม้ เขตประเวศ กทม.มาสอบสวน ซึ่ง น.ส.อมลวรรณ ยศจิราวัชร์ รับสารภาพว่ามีสามีเป็นนักธุรกิจชาวไต้หวัน และได้เดินทางเข้าไปเล่นการพนันในบ่อนกาสิโน ฝั่งปอยเปต และได้ซื้อกัญชาดังกล่าวมาจากชาวเขมรในบ่อนฯปอยเปต เพื่อนำมาไว้เสพ จากนั้น จนท.ได้ควบคุมตัว น.ส.ลินจง สมบัติ และ น.ส.อมลวรรณ ยศจิราวัชร์ พร้อมของกลางนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.คลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ดำเนินคดีต่อไป
เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 13 พ.ค.53 พ.อ.วสุ เจียมสุข ผบ.ฉก.กรม.ทพ.12 กกล.บูรพา ได้สั่งการให้ ร.อ.ชาญ ว่องไวเมธี ผบ.ร้อย ทพ.1206 ฉก.กรม.ทพ.12 กกล.บูรพา ประสานความร่วมมือกับ พ.ต.ต.ธัชชัย ทิพเนตร สว.ตำรวจท่องเที่ยวสระแก้ว, พ.ต.ท.เบญจพล รอดสวาสดิ์ รอง ผกก.ตม.สระแก้ว ,พ.ต.ท.เสกสรร วัฒนพงษ์ สวญ.สภ.คลองลึกและ จนท.ด่านศุลกากรอรัญประเทศ สนธิกำลังร่วมกันตั้งจุดตรวจค้นยาเสพติด บริเวณจุดตรวจร่วมทางรถไฟ ทางเข้าตลาดโรงเกลือ หน้าด่านพรมแดนบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เพื่อป้องกันและสกัดกั้นการลักลอบขนยาเสพติดจากฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชาเข้ามาในประเทศไทย ในช่วงวันหยุดราชการวันพืชมงคล
ต่อมา จนท.ได้ตรวจพบหญิงสาวชาวไทยรูปร่างหน้าตาดี สะพายกระเป๋าสีน้ำตาลเดินข้ามด่านพรมแดนบ้านคลองลึก จากฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชา เข้ามาในประเทศไทย แล้วเดินมุ่งหน้าจะเข้าตลาดโรงเกลือ เมื่อถึงจุดตรวจ จนท.จึงได้แสดงตัวแล้วให้ จนท.อาสาสมัครทหารพรานหญิง ของ ฉก.กรม.ทพ.12 กกล.บูรพา ทำการตรวจค้น ซึ่งจากการตรวจค้นพบยาอี เม็ดสีเหลือง จำนวน 1 เม็ด ซุกซ่อนมาในกระเป๋าสะพาย จึงควบคุมตัว น.ส.ลินจง สมบัติ อายุ 22 ปี อยู่บ้านเลขที่ 74/100 ซอยเจริญเดช ต.ท่าวัง อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช มาสอบสวน โดย น.ส.ลินจง สมบัติ รับสารภาพว่ามีอาชีพเป็นสาวเต้นโคโยตี้ อยู่ในบ่อนกาสิโนฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชา และได้ซื้อยาอี จากชาวเขมรมาเสพ ที่เหลือได้นำตัวตัวเข้ามาด้วย
และในขณะเดียวกัน จนท.ได้ตรวจพบสาวไทยอีกคนลักษณะท่าทางต้องสงสัยเดินข้ามด่านพรมแดนบ้านคลองลึก จากฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชา เข้ามาจึงขอตรวจค้นและจากการตรวจค้นพบกัญชาอบแห้งบรรจุในถุงพลาสติกจำนวน 2 ถุงน้ำหนักรวม 5.87 กรัม และกัญชาอบแห้งบรรจุในมวนบุหรี่อีก 3 มวน น้ำหนัก 2.18 กรัม รวมมีกัญชาน้ำหนักรวม 8.05 กรัม ซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าสะพาย จึงควบคุมตัว น.ส.อมลวรรณ ยศจิราวัชร์ อายุ 30 ปี อยู่บ้านเลขที่ 10/52 ม.8 แขวงดอกไม้ เขตประเวศ กทม.มาสอบสวน ซึ่ง น.ส.อมลวรรณ ยศจิราวัชร์ รับสารภาพว่ามีสามีเป็นนักธุรกิจชาวไต้หวัน และได้เดินทางเข้าไปเล่นการพนันในบ่อนกาสิโน ฝั่งปอยเปต และได้ซื้อกัญชาดังกล่าวมาจากชาวเขมรในบ่อนฯปอยเปต เพื่อนำมาไว้เสพ จากนั้น จนท.ได้ควบคุมตัว น.ส.ลินจง สมบัติ และ น.ส.อมลวรรณ ยศจิราวัชร์ พร้อมของกลางนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.คลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ดำเนินคดีต่อไป
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)